แฟรนไชส์ชาควรใช้สูตรมาตรฐาน หรือพัฒนาสูตรเฉพาะแบรนด์? เลือกแบบไหนให้ขยายธุรกิจง่าย
สูตรชาสำหรับแฟรนไชส์ ควรใช้แบบไหนดี? แฟรนไชส์ชาเปิดใหม่ต้องพัฒนาสูตรเฉพาะตั้งแต่สาขาแรกเลยไหม? หรือใช้สูตรมาตรฐานขายไปก่อน แล้วค่อยพัฒนาสูตรชาเฉพาะแบรนด์เมื่อร้านเริ่มโตจะคุ้มกว่า? คำถามพวกนี้เจอบ่อยมาก ๆ โดยเฉพาะคนที่กำลังเริ่มทำร้านชา ร้านกาแฟ หรือกำลังคิดจะขยายร้านให้เป็นแฟรนไชส์
คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยสูตรเฉพาะแบรนด์เสมอไป ถ้าร้านเพิ่งเริ่ม ยังไม่รู้ว่าเมนูไหนจะขายดี ลูกค้าชอบชาเข้มหรือชานุ่ม หรือยังปรับสูตรเครื่องดื่มอยู่เรื่อย ๆ การเริ่มจาก สูตรชามาตรฐานที่มีอยู่แล้ว จะทดลองขายได้ง่ายกว่า ใช้เงินเริ่มต้นน้อยกว่า และช่วยให้เราได้รู้จักลูกค้าของตัวเองก่อน
แต่ถ้าร้านมีเมนูขายดีอยู่แล้ว รู้แล้วว่าลูกค้าชอบรสชาติประมาณไหน และกำลังจริงจังกับการขยายหลายสาขา การพัฒนา สูตรชาเฉพาะแบรนด์ ก็จะเริ่มมีประโยชน์มากขึ้น เพราะเราสามารถกำหนดกลิ่น ความเข้ม ความฝาด หรือรสชาติโดยรวมให้ใกล้กับสิ่งที่แบรนด์ต้องการได้มากขึ้นนั่นเอง
⚠️ ชานกฮูกแนะนำ
อย่าเพิ่งคิดว่า “ทำแฟรนไชส์ = ต้องมีสูตรลับของตัวเองทันที” สูตรที่เหมาะที่สุดไม่ใช่สูตรที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือสูตรที่ ลูกค้าชอบ ร้านชงได้ง่าย และต้นทุนของเรารับไหว แบบนี้สำคัญกว่าเยอะเลยทีเดียว

สูตรชาสำหรับแฟรนไชส์ ต่างจากสูตรชาของร้านทั่วไปอย่างไร?
ร้านเครื่องดื่มทั่วไปอาจมีเจ้าของร้านยืนชงเองทุกวัน ถ้าชาเข้มไปก็ลดใบชา ถ้ากลิ่นอ่อนไปก็ปรับเวลาสกัดได้ทันที แต่เมื่อธุรกิจกลายเป็นแฟรนไชส์ เราไม่สามารถพึ่งความรู้สึกของคนชงเพียงคนเดียวได้อีกแล้ว เพราะสูตรจะต้องถูกส่งต่อให้พนักงานหลายคนและอาจถูกนำไปใช้ในหลายพื้นที่ สูตรชาแฟรนไชส์จึงต้องคิดมากกว่าแค่คำว่า “อร่อย” โดยควรดูพร้อมกัน
- ชงตามได้ง่ายไหม?
- ใช้ชาแต่ละแก้วเท่าไร?
- ใส่นมแล้วกลิ่นชายังอยู่ไหม?
- ใส่น้ำแข็งแล้วรสจืดเร็วหรือเปล่า?
- ต้นทุนต่อแก้วอยู่ในระดับที่ร้านรับได้ไหม?
- พนักงานใหม่เรียนรู้สูตรได้ง่ายหรือไม่?
- วัตถุดิบมีให้สั่งต่อเนื่องหรือเปล่า?
- ถ้าร้านเพิ่มสาขา จะสั่งชาเพิ่มได้ทันหรือไม่?
สูตรที่อร่อยมากแต่ต้องอาศัยคนชงเก่ง ๆ จับเวลาเอง หรือกะปริมาณด้วยสายตา แต่ยังไม่ใช่สูตรที่ดีสำหรับแฟรนไชส์เสมอไป เพราะแฟรนไชส์ต้องการสูตรที่ “สอนง่าย ทำซ้ำได้ และบริหารต้นทุนได้” ควบคู่กันไป หากต้องการอ่านเรื่องการควบคุมรสชาติหลายสาขาโดยเฉพาะ สามารถดูแนวทางเรื่อง แฟรนไชส์ชานมใช้ใบชาแบบไหนให้รสชาติใกล้เคียงกันทุกสาขา เพิ่มเติมได้
สูตรมาตรฐานคืออะไร?
สูตรมาตรฐาน คือสูตรชาที่โรงงานผลิตไว้เป็นสินค้าอยู่แล้ว เราสามารถเลือกจากตัวที่มีอยู่ นำตัวอย่างกลับมาลองชง แล้วดูว่าตัวไหนเหมาะกับร้านของเรา ยกตัวอย่างง่าย ๆ หากร้านอยากขายชาไทย เราอาจทดลองชาไทยหลายสูตร บางตัวกลิ่นชาชัด บางตัวนุ่ม บางตัวหอมคั่ว หรือบางตัวเหมาะกับใส่นมมากกว่า แล้วเลือกตัวที่ใกล้กับรสชาติของร้านที่สุด และสูตรมาตรฐานเหมาะกับร้านที่อยู่ในช่วงแบบนี้

- เพิ่งเปิดร้าน
- ยังทดลองตลาด
- ยังไม่รู้ว่าลูกค้าชอบชารสไหน
- ยังเปลี่ยนเมนูอยู่บ่อย ๆ
- ยังไม่แน่ใจว่าจะขายชาเดือนละเท่าไร
- ต้องการเริ่มขายเร็ว
- อยากคุมเงินลงทุนช่วงแรก
- ยังไม่ได้วางแผนทำแฟรนไชส์จริงจัง
ถ้าทุกคนมีแบบที่บอกข้างต้นเพื่อนฮูกมองว่า ลองสูตรมาตรฐานก่อนก็ไม่เสียหายเลย อาจพบด้วยซ้ำว่า สูตรที่โรงงานมีอยู่แล้วตอบโจทย์ร้านดีมากจนไม่จำเป็นต้องพัฒนาสูตรใหม่ก็ได้ ปัจจุบัน Bluemocha เรามีบริการผลิตตามสูตรมาตรฐานของโรงงานในรูปแบบ OEM เริ่มต้น 51 กิโลกรัม และบริการพัฒนาสูตรใหม่ในรูปแบบ ODM เริ่มต้น 60 กิโลกรัม ทั้งนี้เงื่อนไขจริงควรตรวจสอบกับทีมงาน LINE : @bluemochacoffee อีกครั้งก่อนสั่งผลิต!
สูตรชาเฉพาะแบรนด์คืออะไร?
สูตรชาเฉพาะแบรนด์ คือการพัฒนาหรือปรับสูตรชาให้ใกล้กับสิ่งที่ร้านต้องการมากขึ้น บางคนอาจเคยได้ยินคำว่า ODM ไม่ต้องจำศัพท์ยาก ๆ ก็ได้นะ ในบทความนี้ให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า ODM = ให้โรงงานช่วยพัฒนาหรือปรับสูตรให้เหมาะกับแบรนด์ของเรา โดยรายละเอียดว่าผลิตจากสูตรเดิมหรือมีการปรับเพิ่มเติม ต้องดูเงื่อนไขของแต่ละโรงงานอีกครั้ง
ตัวอย่างเช่น ร้านมีชาไทยขายดีอยู่แล้ว แต่รู้สึกว่า
- อยากให้กลิ่นชาคั่วเด่นขึ้น
- อยากลดความฝาด
- อยากให้ชาเข้มขึ้นเมื่อใส่นม
- อยากให้กลิ่นชายังอยู่หลังใส่น้ำแข็ง
- อยากได้สีประมาณหนึ่ง
- อยากให้ชานุ่ม ดื่มง่ายกว่าเดิม
เราก็สามารถนำความต้องการเหล่านี้ไปคุยกับทีมพัฒนาสูตรได้ Bluemocha มีทั้งบริการเลือกสูตรที่มีอยู่แล้วและบริการพัฒนาสูตรตามความต้องการ รวมถึงมีวัตถุดิบให้เลือกหลายกลุ่มสำหรับร้านกาแฟ คาเฟ่ แฟรนไชส์ และธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบจำนวนมาก โดยโรงงานมีการรับรองมาตรฐานด้านการผลิต เช่น HACCP, GHPs, ISO 22000, อย. และ HALAL ข้อมูลบริการส่วนนี้สอดคล้องกับรายละเอียดโรงงานที่คุณให้ไว้ด้วย Bluemocha พร้อมส่งตัวอย่างให้ลูกค้าทดลองก่อนผลิตจริง ติดต่อแอด LINE : @bluemochacoffee ปรึกษาทีมงานผู้เชี่ยวชาญฟรี!
สูตรมาตรฐาน vs สูตรเฉพาะแบรนด์ ต่างกันอย่างไร?
| เรื่องที่เปรียบเทียบ | สูตรมาตรฐาน | สูตรเฉพาะแบรนด์ |
|---|---|---|
| เริ่มใช้งาน | เร็วกว่า | ต้องใช้เวลาทดลอง |
| งบช่วงเริ่มต้น | วางแผนง่ายกว่า | อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มตามงาน |
| การลองตลาด | เหมาะมาก | ควรมีโจทย์ค่อนข้างชัด |
| ปรับกลิ่น | เลือกจากสูตรที่มี | ปรับตามความต้องการได้มากขึ้น |
| ปรับความเข้ม | เลือกจากสูตรที่มี | สามารถนำไปเป็นโจทย์พัฒนาได้ |
| ความแตกต่างของแบรนด์ | ขึ้นอยู่กับสูตรที่เลือก | กำหนดทิศทางได้มากขึ้น |
| เหมาะกับร้านเปิดใหม่ | เหมาะ | ไม่จำเป็นต้องรีบ |
| เหมาะกับแบรนด์ที่เริ่มโต | ใช้ได้ | เริ่มน่าสนใจ |
| ต้องเตรียมข้อมูลก่อนคุยโรงงาน | ไม่มาก | ควรเตรียมรายละเอียดมากขึ้น |
สิ่งสำคัญคือ อย่าเลือกเพราะคิดว่าสูตรเฉพาะดูพรีเมียมกว่า ถ้าสูตรมาตรฐานขายดี ลูกค้าชอบ และต้นทุนเหมาะกับร้านอยู่แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราต้องรีบเปลี่ยนนั่นเอง
แฟรนไชส์ช่วงเริ่มต้นควรรีบพัฒนาสูตรชาเฉพาะไหม?

ไม่จำเป็นต้องรีบนะ โดยเฉพาะถ้าเรายังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้
- เมนูไหนขายดีที่สุด?
- ลูกค้าชอบชาเข้มหรือชานุ่ม?
- ขายราคาเท่าไรแล้วลูกค้ารับได้?
- ใช้ชาแต่ละเดือนกี่กิโลกรัม?
- สูตรนมที่ลงตัวคือแบบไหน?
- แก้วที่ใช้ขายจริงจะเป็น 16 หรือ 22 ออนซ์?
ลองคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าวันนี้เราบอกโรงงานว่าอยากได้ “ชาไทยหอมเข้ม” แล้วสองเดือนต่อมาพบว่าลูกค้าจริงชอบรสนุ่มและฝาดน้อยกว่า สูตรที่พัฒนาไปก่อนหน้านั้นอาจต้องกลับมาปรับใหม่อีกหลายรอบ เสียทั้งเวลาและรอบการทดลองโดยไม่จำเป็นเลยทีเดียว
⚠️ ชานกฮูกแนะนำ
ร้านเปิดใหม่จึงอาจเริ่มจากการหาใบชามาตรฐานที่ใกล้กับโจทย์ที่สุด แล้วใช้หน้าร้านเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลจริง เมื่อรู้แล้วว่าอะไรขายดี ลูกค้าชอบอะไร และใช้วัตถุดิบประมาณเท่าไรต่อเดือน แล้วค่อยนำข้อมูลจริงกลับมาพัฒนาสูตร จะมีโอกาสตรงความต้องการมากกว่าการเดาเองตั้งแต่แรกเลยทีเดียว

เมื่อไรถึงควรพัฒนาสูตรชาเฉพาะแบรนด์?
ไม่จำเป็นต้องรอให้มี 5 สาขา 10 สาขา หรือยอดขายถึงจำนวนใดจำนวนหนึ่งก่อน เพราะแต่ละร้านโตไม่เหมือนกัน ให้ดูจาก 5 สัญญาณเหล่านี้แทน
- ร้านเริ่มมีเมนูขายดีประจำร้านแล้ว บางร้านขายหลายเมนู แต่สุดท้ายลูกค้าจำร้านจากชาไทยอยู่เมนูเดียว บางร้านลูกค้าเข้ามาเพราะชาเขียวนม หรือบางร้านเด่นเรื่องชานมไต้หวัน เมนูแบบนี้เรียกง่าย ๆ ว่า เมนูตัวหลักของร้าน ไม่จำเป็นต้องเรียก เมนูขายดี ให้ยุ่งยาก เมื่อร้านรู้แล้วว่าเมนูไหนเป็นตัวทำเงิน การพัฒนาชาสำหรับเมนูนั้นโดยเฉพาะก็เริ่มมีเหตุผลมากขึ้น
- รู้แล้วว่าลูกค้าชอบรสชาติแบบไหน คำว่า “อร่อย” ยังไม่พอ ลองเก็บข้อมูลให้ละเอียดขึ้น ข้อมูลแบบนี้มีประโยชน์ต่อการพัฒนาสูตรมากกว่า “ขอสูตรอร่อย ๆ” หลายเท่าเลยทีเดียว เช่น
- ลูกค้าชอบชาเข้ม
- ไม่ชอบฝาด
- ชอบกลิ่นคั่ว
- อยากให้หอมนม
- ชอบรสนุ่ม
- อยากได้ชาที่ดื่มง่าย
- อยากให้กลิ่นชายังชัดหลังใส่นม
- สูตรเครื่องดื่มของร้านเริ่มนิ่งแล้ว ถ้าวันนี้ใช้นมข้นหวาน 30 มิลลิลิตร พรุ่งนี้เปลี่ยนเป็น 40 มิลลิลิตร สัปดาห์หน้าเปลี่ยนยี่ห้อนมใหม่ แล้วเดือนหน้าเปลี่ยนขนาดแก้วอีก แปลว่าสูตรเครื่องดื่มยังไม่คงที่ ช่วงนี้ยังไม่จำเป็นต้องรีบทำสูตรชาเฉพาะ เพราะต่อให้พัฒนาชามาดีแค่ไหน พอส่วนผสมอื่นเปลี่ยน รสชาติสุดท้ายก็เปลี่ยนตามอยู่ดี
- เริ่มรู้แล้วว่าใช้ชาเดือนละประมาณเท่าไร พอร้านเปิดมาสักพัก เราจะเริ่มรู้ว่าเดือนหนึ่งใช้ชา 10 กิโลกรัม 50 กิโลกรัม หรือมากกว่านั้น ข้อมูลนี้สำคัญ เพราะการสั่งผลิตสินค้ากับโรงงานมักมีปริมาณขั้นต่ำในการผลิต ตามบริการปัจจุบันของ Bluemocha ระบุปริมาณเริ่มต้นสำหรับ OEM ที่ 51 กิโลกรัม และ ODM ที่ 60 กิโลกรัม โดยควรสอบถามรายละเอียดล่าสุดกับทีมงานอีกครั้งก่อนสั่งผลิต ถ้าร้านใช้ชาเดือนละน้อยมาก ๆ การรีบผลิตจำนวนเยอะอาจทำให้เงินไปจมอยู่กับของในสต๊อกได้
- อยากปรับรสชาติบางอย่างจากสูตรเดิมจริง ๆ นี่เป็นเหตุผลที่ดีมากกว่าคำว่า “อยากมีสูตรลับ” เช่นสูตรเดิมอร่อย แต่พอใส่นมแล้วกลิ่นชาหาย รสชาติดี แต่ฝาดเกินไปสำหรับกลุ่มลูกค้าของร้าน หรืออยากให้ชาเข้มขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มใบชาต่อแก้วมากเกินไป โจทย์แบบนี้ชัดและสามารถนำไปพัฒนาต่อได้ง่ายกว่าเยอะ
- กำลังขยายแฟรนไชส์อย่างจริงจัง เมื่อร้านเริ่มเพิ่มหลายสาขา วัตถุดิบหลักจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นทันที เพราะจากเดิมใช้ชา 5 กิโลกรัมต่อเดือน อาจกลายเป็น 50 หรือ 500 กิโลกรัมต่อเดือนในอนาคต ช่วงนี้เราจึงควรเริ่มมองเรื่องสูตร การสั่งผลิต ความต่อเนื่องของสินค้า และการวางแผนสต๊อกอย่างจริงจังกันเลย
⚠️ ชานกฮูกแนะนำ
ถ้าร้านยังเปลี่ยนสูตรทุกเดือน ฮูกขอให้ใจเย็นกับสูตรเฉพาะก่อนนะ ลองขายให้รู้ก่อนว่า “อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าชอบจริง ๆ” พอรู้เมนูขายดี รู้ราคาขาย รู้รสชาติที่คนซื้อซ้ำ และรู้ปริมาณใช้ต่อเดือนแล้ว ค่อยเอาข้อมูลทั้งหมดไปคุยกับทีมพัฒนาสูตร แบบนี้มีโอกาสได้สูตรที่ตรงกับร้านมากกว่า

อย่าพัฒนาสูตรเฉพาะเพียงเพราะอยาก “ไม่เหมือนใคร”
การมีสูตรที่แตกต่างฟังดูดี แต่ความแตกต่างที่ขายไม่ได้ก็ไม่ได้ช่วยธุรกิจเท่าไร สูตรชาแฟรนไชส์ที่ดีจึงควรเริ่มจากปัญหาหรือเป้าหมายที่วัดผลได้ ไม่ใช่เริ่มจากคำว่า “ขออะไรที่ไม่เหมือนใคร” เพียงอย่างเดียว
ตัวอย่าง เช่น “อยากได้ชาไทยหอม ๆ เข้ม ๆ แบบไม่มีใครเหมือน” เพราะคำว่าหอมและเข้มของแต่ละคนไม่เท่ากัน ทีมพัฒนาสูตรจึงต้องเดาหลายอย่าง แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น “ชาไทยสำหรับแก้ว 22 ออนซ์ ราคาขาย 45 บาท ต้องการกลิ่นชาชัดหลังผสมนม ฝาดน้อย ใช้สำหรับหน้าร้านและเดลิเวอรี่ และต้องการคุมปริมาณชาไม่ให้สูงเกินเป้าหมายต่อแก้ว” แบบนี้จะเห็นภาพทันทีว่าต้องออกแบบสูตรไปในทิศทางไหน ไม่ใช่ “ทำให้แตกต่าง” อย่างเดียว แต่ต้อง แตกต่างแล้วช่วยให้ขายง่ายขึ้นด้วย
7 ข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนคุยกับโรงงานเรื่องสูตรชาของคุณ
ไม่ต้องทำเอกสารซับซ้อนครับ จดใส่มือถือก็ได้ แต่ควรมีข้อมูลประมาณนี้

- จะเอาชาไปทำเมนูอะไร? เพราะชาที่เหมาะกับเมนูนม อาจไม่ใช่ตัวเดียวกับชาที่เหมาะกับเมนูใส เช่น
- ชาไทยเย็น
- ชาเขียวนม
- ชานมไต้หวัน
- ชามะนาว
- ชาใส
- ชาผลไม้
- ใช้แก้วขนาดเท่าไร? เช่น 16 ออนซ์ หรือ 22 ออนซ์ เพราะแก้วใหญ่ขึ้น ปริมาณน้ำแข็งและส่วนผสมก็เปลี่ยนตาม ทำให้ความเข้มของชาที่ต้องการต่างกันได้
- ราคาขายเท่าไร? ถ้าขายแก้วละ 25 บาท เราต้องคุมต้นทุนต่างจากร้านที่ขายแก้วละ 95 บาทอย่างแน่นอน การบอกราคาขายช่วยให้ทีมพัฒนาสูตรเข้าใจกรอบต้นทุนได้ง่ายขึ้น
- ลูกค้าหลักเป็นใคร? กลุ่มลูกค้าที่ต่างกันอาจชอบความหวาน ความเข้ม และกลิ่นที่ต่างกัน เช่น
- นักเรียน
- นักศึกษา
- คนทำงาน
- ลูกค้าครอบครัว
- ลูกค้าเดลิเวอรี่
- ลูกค้าคาเฟ่พรีเมียม
- อยากได้รสชาติแบบไหน? ไม่ต้องใช้ศัพท์ชาเก่ง ๆ พูดแบบคนทั่วไปได้เลย แบบนี้ทีมพัฒนาก็เข้าใจได้แล้ว เช่น
- อยากหอมชาคั่ว
- ไม่อยากฝาด
- ขอชาเข้ม
- อยากให้ดื่มง่าย
- อยากให้หอมหลังใส่นม
- อยากได้รสนุ่ม ๆ
- ไม่อยากให้ขมปลาย
- ร้านชงชาแบบไหน? ต้องแจ้งตามวิธีที่ร้านใช้งานจริง เพราะชาแต่ละตัวอาจให้รสชาติแตกต่างกันเมื่อใช้วิธีชงต่างกัน
- ใช้เครื่องชงกาแฟ?
- ใช้ถุงกรอง?
- ต้มชาเป็นหม้อ?
- ทำชาเป็นลิตรเตรียมไว้?
- อยากคุมต้นทุนชาไว้ประมาณเท่าไรต่อแก้ว? ข้อนี้สำคัญมาก ๆ ไม่ต้องรู้ตัวเลขเป๊ะตั้งแต่แรกก็ได้ แต่ควรมีกรอบ เช่น อยากให้ต้นทุนเฉพาะใบชาไม่สูงเกินจำนวนหนึ่งต่อแก้ว แบบนี้โรงงานจะช่วยแนะนำทางเลือกที่เหมาะกับธุรกิจได้ง่ายขึ้น
สูตรเฉพาะช่วยแฟรนไชส์เรื่องอะไร และเรื่องไหนที่สูตรชาแก้ไม่ได้?
สูตรเฉพาะช่วยกำหนดเอกลักษณ์ของวัตถุดิบหลักให้ใกล้กับแบรนด์มากขึ้น สามารถวางโจทย์เรื่องกลิ่น ความเข้ม ความฝาด สี หรือพฤติกรรมหลังผสมนมได้ และยังช่วยให้ทีมสินค้าออกแบบจากตัวชาได้โดยตรง แต่ฮูกต้องบอกก่อนว่า สูตรเฉพาะไม่ได้แก้ได้ทุกปัญหานะ หากสาขาหนึ่งใช้ชา 12 กรัม อีกสาขาใช้ 18 กรัม ต่อให้เป็นชาเบลนด์เดียวกันก็ให้รสไม่เหมือนกัน หากเครื่องชงต่างกัน น้ำต่างกัน เวลาสกัดต่างกัน หรือเปิดถุงชาแล้วเก็บไม่ดี ผลลัพธ์ปลายทางก็เปลี่ยนได้เช่นกัน
สูตรเฉพาะต้องแพงกว่าสูตรมาตรฐานเสมอไหม?
ไม่ควรตอบจาก “ราคาต่อกิโลกรัม” เพียงอย่างเดียว เพราะต้นทุนชาแฟรนไชส์ต้องดูถึงระดับ ต้นทุนต่อแก้ว
ตัวอย่าง ชาสูตร A ราคาต่อกิโลกรัมถูกกว่า แต่ต้องใช้ 16 กรัมต่อแก้ว ขณะที่สูตร B ราคาต่อกิโลกรัมสูงกว่า แต่ใช้เพียง 11 กรัมแล้วได้ความเข้มตามต้องการ ต้นทุนจริงต่อแก้วอาจไม่ได้ต่างกันอย่างที่เห็นจากราคาหน้าถุงก็ได้
ดังนั้นควรดูพร้อมกันว่า ชา 1 กิโลกรัมชงได้กี่แก้ว ใช้กี่กรัมต่อแก้ว มีของเสียจากการชงมากไหม รสชาติหลังใส่นมเป็นอย่างไร ลูกค้าชอบหรือไม่ และใช้ชาตัวเดียวทำได้กี่เมนู เพราะคำว่า “ราคาถูก” กับคำว่า “ต้นทุนคุ้ม” ไม่เหมือนกันนั่นเอง
ก่อนเปลี่ยนสูตร ควรทดลองชงยังไงให้รู้ว่าตัวไหนดีจริง?
ไม่ต้องใช้เครื่องมือห้องทดลองครับ ร้านทั่วไปก็ทำได้ เตรียมชา 2 สูตร
- แก้ว A = สูตรเดิม
- แก้ว B = สูตรใหม่
จากนั้นชงทุกอย่างให้เหมือนกัน ใช้ชาเท่ากัน, ใช้น้ำเท่ากัน, อุณหภูมิน้ำเท่ากัน, เวลาแช่เท่ากัน, ใช้นมสูตรเดียวกัน, น้ำแข็งเท่ากัน และแก้วขนาดเดียวกัน แล้วลองให้คะแนน
| สิ่งที่ลองเทียบ | สูตรเดิม | สูตรใหม่ |
|---|---|---|
| กลิ่นชา | ||
| ความเข้ม | ||
| ความฝาด | ||
| ความนุ่ม | ||
| หลังใส่นมยังหอมไหม | ||
| น้ำแข็งละลายแล้วจืดเร็วไหม | ||
| ต้นทุนต่อแก้ว | ||
| ชงง่ายไหม | ||
| ทีมงานชอบสูตรไหน | ||
| ลูกค้าชอบสูตรไหน |
แล้วลองชิมอีกครั้งหลังผ่านไป 10–15 นาทีด้วย เพราะลูกค้าเดลิเวอรี่ไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มทันทีเหมือนลูกค้าหน้าร้านนั่นเอง
ก่อนทำสูตรเฉพาะ ต้องถามเรื่อง “สิทธิ์ในสูตร” ด้วยไหม?
เป็นเรื่องที่เจ้าของแฟรนไชส์มักมองข้าม คำว่า “สูตรเฉพาะแบรนด์” ไม่ควรถูกตีความเองว่า สูตรนั้นเป็นทรัพย์สินของแบรนด์โดยอัตโนมัติ เพราะเงื่อนไขเรื่องเจ้าของสูตร การเก็บเป็นความลับ การผลิตกับโรงงานอื่น การเปลี่ยนวัตถุดิบ และการใช้สูตรหลังยุติสัญญา ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของแต่ละผู้ผลิต ก่อนตกลงผลิต ควรถามให้ชัด เช่น

- สูตรนี้เป็นสูตรเฉพาะของเราหรือไม่
- โรงงานสามารถนำสูตรไปผลิตให้รายอื่นได้หรือเปล่า
- ถ้าวัตถุดิบบางตัวไม่มี โรงงานจะเปลี่ยนส่วนผสมได้ไหม
- ถ้าเราเลิกผลิต สามารถนำสูตรไปผลิตที่อื่นได้หรือไม่
- มีข้อตกลงเรื่องการเก็บสูตรเป็นความลับหรือไม่
ตรงนี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ในวันที่มีร้านเดียว แต่จะสำคัญมากเมื่อแบรนด์โตและยอดใช้วัตถุดิบสูงขึ้นเลยทีเดียว
เลือกโรงงานผลิตชาสำหรับแฟรนไชส์ ควรดูอะไรบ้าง?
อย่าดูแค่ชาอร่อยอย่างเดียว ร้านที่ตั้งใจทำหลายสาขาควรดูเรื่องอื่นด้วย เช่น
- มีตัวอย่างให้ทดลองก่อนหรือไม่? เพราะชาเป็นเรื่องของรสชาติ ร้านควรมีโอกาสชงและทดลองกับสูตรจริงก่อนสั่งผลิตจำนวนมาก Bluemocha มีบริการส่งตัวอย่างชาให้ลูกค้าทดสอบก่อนเข้าสู่ขั้นตอนผลิตจริง
- มีสินค้าหรือวัตถุดิบให้เลือกหลายแบบไหม? ยิ่งมีตัวเลือกมาก เรายิ่งสามารถหาแนวรสชาติที่ใกล้กับร้านได้ง่ายขึ้น Bluemocha มีสินค้าหลายกลุ่ม เช่น ชาไทย ชาเขียว ชาไต้หวัน มัทฉะ ชาผลไม้ โกโก้ และวัตถุดิบอื่น ๆ
- โรงงานมีมาตรฐานการผลิตหรือไม่? สำหรับธุรกิจที่กำลังโต เรื่องเอกสารและมาตรฐานจะสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีแผนขายหลายพื้นที่ ส่งเข้าห้าง หรือส่งออก ควรตรวจเอกสารและใบรับรองตามประเภทสินค้าจริงทุกครั้ง Bluemocha มีการรับรอง เช่น GHPs, HACCP, ISO 22000, อย. และ HALAL ตามประเภทและเงื่อนไขของสินค้า
- รองรับการสั่งจำนวนมากได้หรือไม่? ร้านเดียวอาจใช้ชาไม่มาก แต่เมื่อเปิดหลายสาขา ปริมาณการใช้จะเพิ่มเร็วมาก จึงควรถามเรื่องกำลังผลิต ระยะเวลาผลิต และการวางแผนสั่งล่วงหน้าด้วย
- มีทีมช่วยแนะนำหรือไม่? สำหรับคนที่ไม่เคยทำแบรนด์ชา การมีคนช่วยอธิบายเรื่องสูตร ตัวอย่าง บรรจุภัณฑ์ และขั้นตอนผลิตจะช่วยลดความสับสนได้เยอะเลยทีเดียว
ทำ OEM&ODM สร้างแบรนด์ชากับเรา ดีกว่าอย่างไร?
สำหรับเพื่อน ๆ ที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า ร้านเริ่มพร้อมสำหรับการทำแบรนด์ชา หรืออยากพัฒนาสูตรสำหรับแฟรนไชส์ของตัวเอง Bluemocha มีบริการ รับผลิตชา OEM&ODM จากโรงงานชาเชียงใหม่ รองรับทั้งแฟรนไชส์ชานมไข่มุก แฟรนไชส์ร้านกาแฟ คาเฟ่ รวมถึงธุรกิจที่ต้องใช้ชาในปริมาณมาก

ถ้าอธิบายง่าย ๆ OEM เหมาะกับคนที่ต้องการเลือกสูตรที่โรงงานมีอยู่แล้วมาผลิตภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ส่วน ODM เหมาะกับคนที่มีโจทย์ชัดขึ้น เช่น อยากปรับกลิ่น ความเข้ม ความฝาด หรือรสชาติของชาให้ตรงกับร้านมากขึ้น บริการที่มีให้ ได้แก่
- รับพัฒนาสูตรใบชาและรสชาติชา ให้ตรงกับความต้องการของร้าน
- ออกแบบโลโก้แบรนด์และฉลากติดถุงชาให้ฟรี ตามเงื่อนไขของบริษัท
- ฟรีค่าดำเนินการยื่นขอ อย. เมื่อสั่งใบชาตั้งแต่ 1,000 กิโลกรัมขึ้นไป
- มีบริการยื่นขอรับรอง ฮาลาล (HALAL) เมื่อสั่งใบชาตั้งแต่ 500 กิโลกรัมขึ้นไป ตามเงื่อนไข
- มีขนาดบรรจุให้เลือกหลายแบบ เช่น 250 กรัม, 500 กรัม และ 1 กิโลกรัม
- มีตัวอย่างชาให้ทดลองฟรี ก่อนตัดสินใจผลิต
- สำหรับผู้ที่ต้องการส่งสินค้าไปต่างประเทศ มีบริการช่วย ยื่นขอ Certificate สำหรับการส่งออก ตามเงื่อนไขของบริษัท
จุดสำคัญคือ เพื่อน ๆ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสั่งผลิตทันที หากยังไม่แน่ใจว่าสูตรไหนเหมาะกับร้าน สามารถเริ่มจากการทดลองตัวอย่างก่อน แล้วค่อยดูว่าควรใช้สูตรมาตรฐานที่มีอยู่ หรือพัฒนาสูตรใหม่สำหรับแบรนด์ของตัวเองนั่นเอง
⚠️ ชานกฮูกแนะนำ
ถ้ายังไม่เคยทำ OEM หรือ ODM มาก่อน อย่าเพิ่งกังวลกับศัพท์โรงงานเยอะ เริ่มง่าย ๆ แค่บอกทีมงานว่า “ขายเมนูอะไร ราคาเท่าไร ใช้แก้วขนาดไหน และอยากได้รสชาติประมาณไหน” จากนั้นค่อยทดลองชาไปทีละตัว แบบนี้เลือกง่ายกว่าและลดโอกาสสั่งผิดสูตรได้เยอะเลยทีเดียว

นอกจากผลิตชาแล้ว ลูกค้า Bluemocha มีตัวช่วยสำหรับทำร้านอะไรอีกบ้าง?
การทำแฟรนไชส์ไม่ได้จบแค่มีใบชาหรือสูตรที่ดี เพราะพอเปิดร้านจริง เรายังต้องเจอทั้งเรื่องชงเครื่องดื่ม จัดการยอดขาย เช็กสต๊อก คุมต้นทุน และดูรายรับรายจ่าย Bluemocha จึงมีเครื่องมือและสิทธิพิเศษเพิ่มเติมสำหรับลูกค้า เพื่อช่วยให้การเริ่มและบริหารร้านง่ายขึ้น

เรียนชงชา กาแฟ และเปิดร้านฟรีกับ Bluemocha University
สำหรับคนที่มีวัตถุดิบแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มชงอย่างไร ตั้งราคาอย่างไร หรือเปิดร้านแล้วควรขายผ่านช่องทางไหน สามารถเข้าเรียนผ่าน Bluemocha University ได้ เนื้อหามีตั้งแต่พื้นฐานสำหรับคนที่ไม่เคยเปิดร้านมาก่อน ไปจนถึงเรื่องการขายออนไลน์ เช่น
- การเริ่มต้นเปิดร้าน
- วิธีชงเครื่องดื่มชาและกาแฟ
- เทคนิคเพิ่มยอดขาย
- การขายผ่าน Delivery
- การทำ Online Marketing
- แนวทางสร้างรายได้จาก TikTok Affiliate
ลูกค้า Bluemocha สามารถเข้าเรียนได้ฟรีตามเงื่อนไข และเรียนซ้ำได้ไม่จำกัดครั้ง ไม่มีค่าเรียนเพิ่มเติ สำหรับคนที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้า แต่ต้องการเข้าเรียน สามารถสั่งซื้อ สินค้าของ Bluemocha ก่อน โดยไม่มีขั้นต่ำ เพื่อสมัครสมาชิกและใช้สิทธิ์เข้าเรียนตามเงื่อนไขที่กำหนด
⚠️ ชานกฮูกแนะนำ
ถ้าเพิ่งเริ่มเปิดร้าน ไม่ต้องพยายามเรียนทุกเรื่องในวันเดียวครับ เริ่มจากชงให้เป็น → คำนวณต้นทุนให้ได้ → ขายให้คล่องก่อน พอร้านเริ่มเข้าที่ค่อยเพิ่มเรื่องเดลิเวอรี่และการตลาดออนไลน์ จะไม่เหนื่อยเกินไปกันเลย

ใช้ Tobi POS ช่วยจัดการหน้าร้านฟรี!
อีกเรื่องที่เจ้าของร้านหลายคนเจอหลังเปิดร้านคือ ยอดขายเริ่มเยอะแล้วจำไม่หมด วันนี้ขายกี่แก้ว เหลือแก้วกี่ใบ สินค้าตัวไหนขายดี หรือพนักงานรับเงินครบไหม ลูกค้า Bluemocha สามารถใช้ระบบ Tobi POS ตามสิทธิ์ที่บริษัทกำหนด โดยระบบออกแบบมาให้ใช้กับร้านชา ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และร้านค้าปลีกได้ จุดที่ช่วยเจ้าของร้านได้ เช่น
- ใช้งานผ่านมือถือหรือแท็บเล็ตได้
- ไม่จำกัดจำนวนอุปกรณ์ตามเงื่อนไขบริการ
- ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมลงเครื่อง
- บันทึกยอดขายหน้าร้าน
- ช่วยคำนวณต้นทุนและกำไร
- เช็กสต๊อกสินค้าและอุปกรณ์ เช่น แก้ว
- บันทึกข้อมูลลูกค้า
- ตรวจสอบการทำงานของพนักงานได้
- จัดการออเดอร์หน้าร้าน
- มีรายงานยอดขายประจำวัน
- เชื่อมต่อเครื่องพิมพ์แบบ Bluetooth เพื่อพิมพ์ใบเสร็จได้
ระบบลักษณะนี้มีประโยชน์มากขึ้นเมื่อร้านเริ่มมีพนักงานหรือหลายสาขา เพราะเจ้าของไม่จำเป็นต้องยืนอยู่ที่ร้านตลอดเวลาก็ยังสามารถตรวจสอบข้อมูลการขายได้
⚠️ ชานกฮูกแนะนำ
เปิดสาขาที่สองก่อนมีระบบ อาจเหนื่อยกว่าการเปิดร้านแรกหลายเท่าครับ เพราะเราต้องดูทั้งคน เงิน สต๊อก และยอดขายพร้อมกัน ถ้ามีระบบเก็บข้อมูลตั้งแต่สาขาแรก พอขยายร้านจะจัดการง่ายขึ้นเยอะ

จดรายรับรายจ่ายง่าย ๆ ผ่าน LINE ด้วย “ลุงช่วย”
ขายดีไม่ได้แปลว่ามีกำไรเสมอไปนะครับ เพราะบางร้านเงินเข้าทุกวัน แต่พอสิ้นเดือนกลับไม่รู้ว่าเงินหายไปกับค่าอะไรบ้าง ลูกค้า Bluemocha สามารถใช้ ลุงช่วย ระบบบันทึกรายรับรายจ่ายผ่าน LINE ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อช่วยจดและดูภาพรวมเงินของร้านได้ง่ายขึ้น ระบบเหมาะกับร้านชา ร้านกาแฟ และร้านอาหาร โดยสามารถใช้งานผ่านมือถือหรือแท็บเล็ต ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่ม เพียงบันทึกข้อมูลผ่าน LINE ก็สามารถติดตามรายรับและรายจ่ายได้ ฟังก์ชันที่ช่วยเจ้าของร้าน เช่น
- บันทึกรายรับและรายจ่าย
- ดูยอดเงินคงเหลือ
- สรุปต้นทุน กำไร และขาดทุน
- ดูข้อมูลย้อนหลังตามช่วงเวลา
- ดูกราฟต้นทุนและกำไร
- แจ้งเตือนเมื่อต้นทุนสูงกว่าที่กำหนด
- ช่วยตรวจหารายจ่ายที่ผิดปกติหรือ “เงินรั่ว”
- แจ้งเตือนเมื่อต้นทุนสูงกว่าค่าเฉลี่ย
- ดูแนวโน้มและคาดการณ์กำไรจากข้อมูลที่มี
- รับข้อมูลสรุปกำไรขาดทุนผ่านอีเมล
พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้เราไม่ได้เรียนบัญชีมาก่อน ก็ยังสามารถเริ่มเก็บข้อมูลเงินเข้าเงินออกของร้านได้โดยไม่ต้องทำตารางซับซ้อนเอง
⚠️ ชานกฮูกแนะนำ
ร้านเล็กก็ต้องจดนะ อย่ารอให้มี 5 สาขาแล้วค่อยเริ่ม เพราะตอนมีร้านเดียวเรายังจำได้ว่าเมื่อวานซื้ออะไร แต่พอมีหลายสาขา เงินเข้าออกทุกวัน ถ้าไม่มีข้อมูลตั้งแต่ต้น จะย้อนกลับไปหาว่า “เงินหายตรงไหน” ยากมาก ๆ นั่นเอง

มีชาอย่างเดียวไม่พอ แฟรนไชส์ต้องวางระบบร้านไปพร้อมกัน
สำหรับคนที่กำลังทำแฟรนไชส์ ต้องการ “สูตรชาสำหรับแฟรนไชส์” สิ่งที่ควรวางตั้งแต่ต้นจึงไม่ได้มีแค่ สูตรชา อย่างเดียวครับ แต่ควรคิดให้ครบทั้ง สูตรชา → สูตรชง → การฝึกพนักงาน → ระบบขาย → สต๊อก → ต้นทุน → รายรับรายจ่า เพราะต่อให้มีสูตรชาเฉพาะที่อร่อยมาก แต่ร้านไม่รู้ต้นทุนต่อแก้ว พนักงานชงไม่เหมือนกัน หรือไม่รู้ว่าสาขาไหนกำไร สาขาไหนขาดทุน การขยายร้านก็อาจสร้างภาระเพิ่มแทนที่จะทำให้ธุรกิจโต ก่อนคิดว่าจะเปิดสาขาที่ 2, 5 หรือ 10 เพื่อนฮูกอยากให้ถามตัวเองง่าย ๆ ว่า “ถ้าพรุ่งนี้เราไม่ได้อยู่ที่ร้าน ร้านยังทำงานตามมาตรฐานที่เราวางไว้ได้ไหม?” ถ้าคำตอบคือ “ได้” นั่นแปลว่าเราเริ่มมีระบบที่พร้อมสำหรับการขยายธุรกิจมากขึ้นแล้ว
ชานกฮูกสรุป “สูตรชาสำหรับแฟรนไชส์ ที่ดีที่สุด ไม่ใช่สูตรที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือสูตรที่เหมาะกับช่วงธุรกิจ”
สูตรชาสำหรับแฟรนไชส์ สูตรที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นสูตรลับ ไม่จำเป็นต้องแพงที่สุด และไม่จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นใหม่เสมอไป
- ถ้าร้านยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น สูตรมาตรฐาน เป็นตัวเลือกที่ดีมาก เพราะช่วยให้เริ่มขายได้เร็ว ทดลองตลาดได้ง่าย และไม่ต้องรีบสั่งวัตถุดิบจำนวนมากก่อนรู้ว่าลูกค้าชอบอะไร
- เมื่อร้านเริ่มมีข้อมูลจริง มีเมนูขายดี รู้ว่าลูกค้าชอบรสชาติแบบไหน สูตรเครื่องดื่มเริ่มนิ่ง และปริมาณใช้ชาเริ่มชัดเจน เมื่อนั้นการพัฒนา สูตรชาเฉพาะแบรนด์ ก็จะมีเหตุผลมากขึ้น
และถ้าสูตรมาตรฐานที่ใช้อยู่ตอบโจทย์ดีอยู่แล้ว ลูกค้าชอบ ชงง่าย และต้นทุนเหมาะ เพื่อนฮูกก็ไม่เห็นเหตุผลว่าต้องเปลี่ยนเพียงเพราะคนอื่นบอกว่า “แฟรนไชส์ต้องมีสูตรของตัวเอง” สุดท้ายสิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือ ชาอร่อย ลูกค้ากลับมาซื้อ พนักงานชงตามได้ และร้านมีกำไร ครบแบบนี้ สูตรนั้นก็คือสูตรที่เหมาะกับร้านเราอย่างแน่นอน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “สูตรชาสำหรับแฟรนไชส์” (FAQ)
ตอบ : ควรเป็นสูตรที่ชงไม่ยาก กำหนดปริมาณได้ชัด ต้นทุนเหมาะกับราคาขาย และเมื่อนำไปชงตามวิธีเดียวกันแล้วได้รสชาติใกล้เคียงกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นสูตรที่ซับซ้อนที่สุด
ตอบ : ถ้ายังไม่รู้ว่าเมนูไหนขายดีและลูกค้าชอบรสชาติแบบไหน แนะนำให้ทดลองสูตรมาตรฐานก่อน เพราะเริ่มง่ายกว่าและช่วยให้เราเก็บข้อมูลจากลูกค้าจริงได้
ตอบ : เมื่อร้านมีเมนูขายดีชัด รู้ว่าลูกค้าชอบรสชาติแบบไหน สูตรเครื่องดื่มค่อนข้างนิ่ง และรู้แล้วว่าต้องการปรับอะไรจากชาที่ใช้อยู่
ตอบ : ช่วยให้ตัววัตถุดิบมีมาตรฐานมากขึ้น แต่รสชาติยังขึ้นกับปริมาณชา น้ำ อุณหภูมิ เวลาในการชง นม น้ำแข็ง และวิธีทำงานของแต่ละสาขาด้วย จึงควรมีสูตรชงมาตรฐานควบคู่กัน
ตอบ : ผู้ผลิตบางรายรับตัวอย่างชาเดิมไปใช้เป็นตัวเทียบเพื่อทำความเข้าใจรสชาติที่ลูกค้าต้องการได้ แต่ Bluemocha ลูกค้าสามารถส่งตัวอย่างต้นแบบเพื่อทดลองและเปรียบเทียบก่อนผลิตได้
ตอบ : พูดง่าย ๆ คือการให้โรงงานช่วยพัฒนาหรือปรับสินค้าให้ตรงกับความต้องการของแบรนด์มากขึ้น เช่น อยากเพิ่มกลิ่น ลดความฝาด หรือปรับความเข้มของชา
ตอบ : ควร โดยเฉพาะแฟรนไชส์ ควรทดลองกับสูตรจริงของร้านทั้งนม น้ำแข็ง ขนาดแก้ว และวิธีชงจริง ไม่ควรตัดสินจากการชิมน้ำชาเปล่าอย่างเดียว
ตอบ : ได้อย่างแน่นอน เมนูที่ลูกค้าจำได้ไม่ได้เกิดจากใบชาอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากสูตรนม ความหวาน ท็อปปิ้ง วิธีเสิร์ฟ และเรื่องราวของเมนูได้ด้วย
สำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังเริ่มทำร้านและยังไม่รู้ว่าจะเลือกชาแบบไหนดี สามารถเข้าไปดู สินค้าชาของ Bluemocha เพื่อดูตัวเลือกชาไทย ชาเขียว ชาไต้หวัน มัทฉะ และวัตถุดิบอื่น ๆ ก่อน แล้วค่อยเลือกตัวที่ใกล้กับเมนูของร้านมาทดลองชง ส่วนร้านที่มีสูตรชัดเจนแล้ว และกำลังคิดเรื่องทำแบรนด์หรือพัฒนารสชาติให้ตรงกับร้านมากขึ้น สามารถอ่านรายละเอียด บริการรับผลิตชา OEM & ODM เพื่อดูขั้นตอนการส่งตัวอย่าง การพัฒนาสูตร และการผลิตเพิ่มเติมได้ โดย Bluemocha มีบริการรับผลิตและพัฒนาสูตรสำหรับคาเฟ่ แฟรนไชส์ และธุรกิจที่ต้องการใช้ชาในปริมาณมาก ลองไม่ต้องเริ่มจากคำว่า OEM หรือ ODM ก่อนก็ได้ เตรียมแค่เมนูที่อยากขาย ราคาขาย ขนาดแก้ว วิธีชง และรสชาติที่อยากได้ แล้วนำข้อมูลเหล่านี้มาคุยกับทีม Bluemocha แอด LINE : @bluemochacoffee ได้เลย ทีมงานสามารถช่วยแนะนำตัวอย่างชาที่มีอยู่ให้ลองก่อน หรือถ้ายังไม่มีสูตรที่ตรงกับโจทย์ จึงค่อยพิจารณาพัฒนาสูตรใหม่ต่อไป แบบนี้เริ่มง่ายกว่าและไม่ต้องเดาเองทุกอย่าง
ชานกฮูกพร้อมเป็นเพื่อนช่วยคิด ตั้งแต่เลือกชาตัวแรก ไปจนถึงวันที่ร้านของเพื่อน ๆ เติบโตเป็นหลายสาขากันเลย
“ชานกฮูก คือ เพื่อนคู่คิด ผลิตใบชา ให้คำปรึกษาครบวงจร”








