Arabica ไม่ใช่รสชาติ! รู้จัก 7 สายพันธุ์ย่อยของกาแฟอาราบิก้า ที่คุ้นเคย
กาแฟ Arabica ต้องเปรี้ยวจริงไหม? สายพันธุ์ย่อยของกาแฟอาราบิก้า มีอะไรบ้าง? แล้ว Typica, Bourbon, Geisha หรือ Catimor ที่เห็นอยู่บนถุงกาแฟต่างจากคำว่า 100% Arabica อย่างไร? ถ้าเพื่อน ๆ เคยสงสัยเรื่อง “สายพันธุ์กาแฟอาราบิก้า” ต้องบอกก่อนเลยว่า “Arabica” ไม่ใช่ชื่อรสชาติ ไม่ได้หมายความว่ากาแฟทุกแก้วจะต้องหอมแบบดอกไม้ เปรี้ยวสดชื่น หรือกลมกล่อมเหมือนกันทั้งหมด แต่ Arabica คือชนิดของต้นกาแฟที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Coffea arabica และภายในยังมีพันธุ์ปลูกอีกจำนวนมาก เช่น Typica, Bourbon, Caturra, Catuai, Geisha และ SL28 นั่นเอง
กาแฟอาราบิก้าที่หอม อร่อย เข้มข้น หรือมีรสสัมผัสกลมกล่อมต่างกัน อาจเกิดจากพันธุ์คนละพันธุ์ แหล่งปลูกคนละพื้นที่การผลิตคนละแบบ หรือถูกคั่วคนละระดับก็ได้ แม้แต่กาแฟพันธุ์เดียวกัน เมื่อปลูกและแปรรูปต่างกันก็ให้ลักษณะในแก้วแตกต่างกันได้มากเลยทีเดียว World Coffee Research ระบุว่า Coffea arabica มีถิ่นกำเนิดในเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบความหลากหลายทางพันธุกรรมสำคัญของ Arabica ก่อนกาแฟจะถูกนำไปปลูกในเยเมนและกระจายสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก จนเกิดการคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์สำหรับสภาพพื้นที่และความต้องการที่แตกต่างกันจำนวนมาก
Arabica คือสายพันธุ์ส์หลักที่มีโครงสร้างแตกต่างจาก Robusta มีสายพันธุ์ย่อย เช่น Typica, Bourbon, Caturra, Catuai, Geisha และ SL28 คือชื่อของสายพันธุ์ย่อยเฉพาะตัว ที่มีลักษณะในการให้รสชาติต่างกัน และยังมีกลุ่มสายพันธุ์ ได้แก่ Catimor ไม่ใช่สายพันธุ์เดี่ยว แต่เป็น “กลุ่มสายพันธุ์” ที่เกิดจากการผสมข้ามชนิดระหว่าง Timor Hybrid (ลูกผสม Robusta + Arabica) กับ Caturra เพื่อเน้นความทนทานต่อโรคราสนิม ทำให้ในกลุ่ม Catimor มีแตกย่อยออกไปอีกหลายสายพันธุ์ (เช่น CR95, T8667) เพราะรสชาติสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบร่วมตั้งแต่สายพันธุ์ย่อย แหล่งปลูก การแปรรูป การคั่ว ไปจนถึงการสกัดน้ำกาแฟ
อาราบิก้า (Arabica) คืออะไร?
อาราบิก้า (Arabica) หรือ Coffea arabica คือหนึ่งในสายพันธุ์ของกาแฟ ไม่ใช่ระดับการคั่ว ไม่ใช่แหล่งปลูก และไม่ใช่คำที่ใช้บอกว่ากาแฟจะต้องมีรสชาติแบบใดแบบหนึ่ง ดังนั้นประโยคอย่าง “Arabica ต้องเปรี้ยว” หรือ “Arabica ต้องหอมกว่าเสมอ” จึงกว้างเกินไป เพราะภายใน Arabica เองมีความหลากหลายอยู่มาก และกาแฟคุณภาพดีแต่ละล็อตก็สามารถแสดงลักษณะแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน

World Coffee Research อธิบายว่า Coffea arabica ประกอบด้วยสายพันธุ์ตามธรรมชาติ และสายพันธุ์ที่คัดเลือก/ปรับปรุงพันธุ์ จำนวนมากกว่าร้อยสายพันธุ์ทั่วโลก ซึ่งแต่ละพันธุ์มีความแตกต่างทั้งด้านลักษณะต้น ผลผลิต การปรับตัวต่อพื้นที่ ความทนทานต่อโรค และด้านคุณภาพในถ้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกาแฟที่เขียนว่า “100% Arabica” เหมือนกันสองถุง เมื่อเปิดมาชงแล้ว ถุงหนึ่งอาจหอมสดชื่น ดื่มง่าย ส่วนอีกถุงอาจเข้มข้น กลมกล่อม หรือให้รสผลไม้เด่นกว่ากันเลย ถ้าอยากทำความเข้าใจความต่างระดับก่อน สามารถอ่านต่อเรื่อง กาแฟอาราบิก้าและกาแฟโรบัสต้าแตกต่างกันอย่างไร? ได้ ส่วนบทความนี้เราจะขยับเข้าไปอีกหนึ่งชั้น เพื่อดูว่า “ภายในอาราบิก้า” ยังมีอะไรซ่อนอยู่อีกบ้างกันเลย!
ชนิดกาแฟ สายพันธุ์ แหล่งปลูก วิธีแปรรูป และระดับการคั่ว ต่างกันอย่างไร?
ก่อนจะไปรู้จัก 7 สายพันธุ์ย่อยของกาแฟอาราบิก้า เรามาทำความเข้าใจคำที่มักเขียนอยู่บนถุงกาแฟกันก่อน เพราะแต่ละคำบอกข้อมูลคนละอย่าง หากแยกออกว่าอะไรคือสายพันธุ์ อะไรคือแหล่งปลูก หรืออะไรคือวิธีคั่ว เวลาเลือกซื้อกาแฟก็จะง่ายขึ้นมาก ๆ และช่วยให้เลือกเมล็ดที่หอม อร่อย และเหมาะกับเมนูของร้านได้มากขึ้นด้วย
| คำที่เห็นบนถุงกาแฟ | หมายถึงอะไรแบบง่าย ๆ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| Species (ชนิดของกาแฟ) | บอกว่าเป็นกาแฟชนิดไหน | Arabica |
| Variety (พันธุ์กาแฟ) | พันธุ์ที่อยู่ภายในกาแฟชนิดนั้นอีกที | Typica, Bourbon, Caturra |
| Origin (แหล่งปลูก) | บอกว่ากาแฟปลูกมาจากที่ไหน | เชียงใหม่, เอธิโอเปีย, เคนยา, ปานามา |
| Process (วิธีแปรรูป) | วิธีจัดการผลกาแฟหลังเก็บจากต้น ก่อนนำเมล็ดไปคั่ว | Washed, Natural, Honey |
| Roast (ระดับการคั่ว) | บอกว่าเมล็ดกาแฟถูกคั่วอ่อนหรือเข้มแค่ไหน | คั่วอ่อน, คั่วกลาง, คั่วเข้ม |
ลองนึกภาพว่าเราเห็นบนถุงกาแฟเขียนว่า Arabica – Geisha – Panama – Natural – Light Roast แม้จะดูเหมือนมีศัพท์เยอะ แต่จริง ๆ แปลได้ง่าย ๆ ว่า เป็นกาแฟ Arabica พันธุ์ Geisha ปลูกในประเทศ ปานามา ผ่านการแปรรูปแบบธรรมชาติและนำมาคั่วแบบ “คั่วอ่อน” นั่นเอง ข้อมูลแต่ละอย่างมีส่วนทำให้กาแฟหนึ่งแก้วมีกลิ่นและรสชาติแตกต่างกัน เช่น กาแฟพันธุ์เดียวกันแต่ปลูกคนละประเทศ รสชาติก็อาจไม่เหมือนกัน หรือเมล็ดจากแหล่งปลูกเดียวกัน แต่คั่วอ่อนกับคั่วเข้ม ก็ให้ทั้งความหอม ความเข้มข้น และความกลมกล่อมต่างกันได้เลยทีเดียว
เพราะฉะนั้น ถ้าบนถุงเขียนเพียงคำว่า “100% Arabica” เราจะรู้แค่ว่าเป็นกาแฟชนิดอาราบิก้า แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นพันธุ์อะไร ปลูกที่ไหน ผ่านการแปรรูปแบบไหน หรือคั่วระดับใด จึงยังบอกไม่ได้ทันทีว่ากาแฟนั้นจะเปรี้ยว หอม เข้ม หรือเหมาะกับกาแฟดำและกาแฟนมมากกว่ากัน ถ้าอยากเลือกกาแฟให้อร่อยและตรงกับความชอบมากขึ้น จึงควรดูข้อมูลหลาย ๆ อย่างประกอบกัน ไม่ใช่ดูแค่คำว่า Arabica เพียงคำเดียวนั่นเอง
รู้จัก 7 สายพันธุ์ย่อยของกาแฟอาราบิก้า ที่คนดื่มกาแฟควรรู้!
คำว่า “สายพันธุ์ย่อยของกาแฟอาราบิก้า” เป็นคำที่คนไทยใช้ค้นหากันเข้าใจง่าย แต่ในวงการกาแฟจะใช้คำว่า “พันธุ์ปลูก” 7 ชื่อที่เราจะพาไปรู้จักต่อไปนี้ไม่ได้หมายความว่า Arabica มีเพียง 7 สายพันธุ์เท่านั้น เพราะในความจริงยังมีอีกจำนวนมาก ที่เลือก 7 ชื่อนี้มา เพราะแต่ละตัวช่วยให้เข้าใจ Arabica ได้คนละด้าน ตั้งแต่พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์ที่เกิดจากการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ พันธุ์ที่มนุษย์ผสมขึ้น ไปจนถึงกลุ่มพันธุ์ที่ถูกพัฒนาเพื่อรับมือโรคของต้นกาแฟนั่นเอง

1. Typica หนึ่งในสายพันธุ์สำคัญของกาแฟอาราบิก้า
Typica (ทิปปิก้า) เป็นหนึ่งในสายพันธุ์กาแฟอาราบิก้าที่มีมานาน และเป็นต้นกำเนิดที่เชื่อมโยงกับกาแฟอีกหลายสายพันธุ์ในปัจจุบัน ใครที่เริ่มสนใจกาแฟพิเศษอาจเคยเห็นชื่อนี้อยู่บนถุงกาแฟกันบ้าง ต้น Typica มีลักษณะค่อนข้างสูง ให้ผลผลิตไม่มาก และค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคของต้นกาแฟ แต่ถ้าปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสมก็สามารถให้เมล็ดกาแฟคุณภาพดีได้ Typica มีประวัติยาวนานมาก โดยมีต้นกำเนิดเชื่อมโยงกับกาแฟจากประเทศเอธิโอเปีย ก่อนเดินทางผ่านเยเมน อินเดีย อินโดนีเซีย และยุโรป แล้วจึงแพร่ไปปลูกในทวีปอเมริกา จึงถือเป็นหนึ่งในสายพันธุ์สำคัญที่มีส่วนต่อการแพร่กระจายของกาแฟอาราบิก้าไปทั่วโลกนั่นเอง
รสชาติกาแฟ Typica มักถูกพูดถึงว่า ดื่มง่าย รสชาติกลมกล่อม และมีกลิ่นหอม แต่ไม่ได้หมายความว่า Typica ทุกตัวจะมีรสชาติเหมือนกัน เพราะถ้าปลูกคนละพื้นที่ ใช้วิธีแปรรูปต่างกัน หรือคั่วคนละระดับ ก็สามารถให้ความหอม ความเข้มข้น และความกลมกล่อมแตกต่างกันได้มากเลยทีเดียว
จำง่าย ๆ : Typica เป็นหนึ่งในสายพันธุ์เก่าแก่และสำคัญของกาแฟอาราบิก้า ให้เมล็ดกาแฟคุณภาพดีได้ แต่ต้นค่อนข้างสูง ให้ผลผลิตไม่มาก และต้องดูแลเรื่องโรคของต้นกาแฟเป็นพิเศษ
2. Bourbon หนึ่งในสายพันธุ์สำคัญของกาแฟอาราบิก้า
ถ้า Typica เป็นหนึ่งในสายพันธุ์เก่าแก่ที่สำคัญของกาแฟอาราบิก้า อีกชื่อที่ควรรู้จักก็คือ Bourbon (เบอร์บอน) โดยชื่อ Bourbon มาจากเกาะ Bourbon หรือเกาะ La Réunion ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการนำกาแฟจากเยเมนไปปลูก ก่อนจะกระจายไปยังประเทศอื่น ๆ ในเวลาต่อมา Bourbon เป็นต้นกาแฟที่ค่อนข้างสูง ให้ผลผลิตไม่มากนัก และต้องดูแลเรื่องโรคของต้นกาแฟพอสมควร แต่ถ้าปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม ก็สามารถให้เมล็ดกาแฟคุณภาพดี และนำไปชงเป็นกาแฟที่หอม อร่อย และกลมกล่อมได้
กาแฟ Bourbon มักถูกพูดถึงในเรื่องของ ความหวาน รสชาติลงตัว และดื่มง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่า Bourbon ทุกตัวจะมีรสชาติเหมือนกัน เพราะแหล่งปลูก วิธีแปรรูป และระดับการคั่ว ล้วนทำให้รสชาติเปลี่ยนไปได้ เช่น Bourbon คั่วอ่อนอาจให้กลิ่นหอมและรายละเอียดของรสชาติชัดกว่า ส่วนคั่วเข้มอาจให้ความเข้มข้นและกลิ่นคั่วเด่นขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ Bourbon ยังเป็นต้นกำเนิดของกาแฟอีกหลายสายพันธุ์ เช่น Caturra ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของ Bourbon นั่นเอง
จำง่าย ๆ : Bourbon เป็นสายพันธุ์เก่าแก่ของกาแฟอาราบิก้า มักให้กาแฟที่หอม หวาน และกลมกล่อม แต่รสชาติจริงยังขึ้นอยู่กับพื้นที่ปลูก วิธีแปรรูป และการคั่วด้วย
3. Caturra สายพันธุ์ที่ต้นเล็กกว่า Bourbon และปลูกง่ายขึ้น
Caturra (คาทูร์รา) เป็นสายพันธุ์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของ Bourbon โดยถูกพบในประเทศบราซิลช่วงประมาณปี ค.ศ. 1915–1918 จุดเด่นคือมีต้นที่เตี้ยและกะทัดรัดกว่า Bourbon จึงจัดการพื้นที่ปลูกได้ง่ายกว่า เพราะต้นมีขนาดไม่ใหญ่มาก เกษตรกรจึงสามารถปลูก Caturra ได้ถี่ขึ้นในพื้นที่เดียวกัน และดูแลต้นได้สะดวกกว่า นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่าการเลือกสายพันธุ์กาแฟไม่ได้เกี่ยวกับรสชาติอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวกับการปลูก การดูแล และจำนวนผลผลิตที่เกษตรกรจะได้รับด้วย Caturra สามารถให้ผลผลิตได้ดี แต่มีข้อเสียคือค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคราสนิมใบกาแฟ ซึ่งเป็นโรคสำคัญที่สามารถทำให้ต้นกาแฟเสียหายและให้ผลผลิตลดลงได้
สำหรับรสชาติ Caturra มักถูกพูดถึงว่าให้กาแฟที่ดื่มง่าย รสชาติสะอาด และมีความสดชื่น แต่ไม่ควรจำว่า Caturra ทุกตัวต้องมีรสแบบเดียวกัน เพราะถ้าปลูกคนละพื้นที่ ใช้วิธีแปรรูปต่างกัน หรือคั่วคนละระดับ ก็ให้ความหอม ความเข้มข้น และความกลมกล่อมแตกต่างกันได้
จำง่าย ๆ : Caturra มาจาก Bourbon แต่ต้นมีขนาดเล็กกว่า ปลูกและดูแลง่ายขึ้น ให้ผลผลิตได้ดี แต่ต้องระวังเรื่องโรคราสนิมใบกาแฟ
4. Catuai สายพันธุ์ที่เกิดจากการนำกาแฟ 2 สายพันธุ์มาผสมกัน
Catuai (คาทูไอ) ต่างจาก Caturra ตรงที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยนำกาแฟ Mundo Novo มาผสมกับ Caturra ในประเทศบราซิล เหตุผลที่นำสองสายพันธุ์นี้มาผสมกัน เพราะ Mundo Novo มีจุดเด่นเรื่องการให้ผลผลิต ส่วน Caturra มีต้นขนาดกะทัดรัด เมื่อนำมาผสมกันจึงได้ Catuai ที่มีต้นไม่สูงมาก สามารถปลูกได้ค่อนข้างหนาแน่น และเหมาะกับการจัดการในแปลงปลูกมากขึ้น จุดนี้ช่วยให้เห็นชัดว่า การพัฒนาสายพันธุ์กาแฟไม่ได้ทำขึ้นเพื่อให้ได้กาแฟที่หอมที่สุดหรือรสชาติแปลกที่สุดเสมอไป แต่บางครั้งทำขึ้นเพื่อช่วยให้เกษตรกรปลูกง่าย ดูแลง่าย หรือได้ผลผลิตดีขึ้นด้วย
สำหรับคนดื่ม ไม่จำเป็นต้องจำว่า Catuai ต้องมีรสชาติแบบใด เพราะกาแฟ Catuai จากแต่ละประเทศหรือแต่ละฟาร์มสามารถให้รสต่างกันได้มาก หากเจอชื่อ Catuai บนถุงกาแฟ ควรดูต่อว่าปลูกที่ไหน ผ่านการแปรรูปแบบใด และคั่วอ่อนหรือคั่วเข้ม จะช่วยให้พอเห็นภาพรสชาติได้มากขึ้น
จำง่าย ๆ : Catuai เป็นสายพันธุ์ที่เกิดจาก Mundo Novo ผสมกับ Caturra จุดเด่นคือมีต้นค่อนข้างกะทัดรัดและให้ผลผลิตได้ดี แต่รสชาติไม่ได้ตายตัว
5. Geisha หรือ Gesha สายพันธุ์ดังในวงการกาแฟพิเศษ
ถ้าพูดถึงสายพันธุ์กาแฟที่มีชื่อเสียงในวงการกาแฟพิเศษหนึ่งในชื่อที่ได้ยินบ่อยมากก็คือ Geisha หรือ Gesha (เกอิชา/เกชา) โดยเฉพาะกาแฟ Geisha จากประเทศปานามา ซึ่งมีชื่อเสียงจากการแข่งขันและการประมูลกาแฟระดับโลก Geisha มีต้นกำเนิดเชื่อมโยงกับประเทศเอธิโอเปีย ก่อนจะถูกนำไปศึกษาต่อในประเทศอื่น และเข้าสู่ประเทศปานามาในช่วงประมาณทศวรรษ 1960 หลังจากนั้นกาแฟ Geisha จากปานามาก็เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อย ๆ Geisha มักเป็นที่รู้จักเรื่อง กลิ่นหอมละเอียดคล้ายดอกไม้ ดอกมะลิ ผลไม้ และบางครั้งให้ความรู้สึกคล้ายชา จึงเป็นกาแฟที่หลายคนรู้สึกว่าดื่มแล้วเบา หอม และมีรายละเอียดของกลิ่นชัดมากกว่ากาแฟเข้ม ๆ ที่คุ้นเคย อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่กาแฟทุกตัวที่เขียนว่า Geisha จะมีรสชาติหรือคุณภาพเหมือนกันทั้งหมด เพราะแต่ละแหล่งปลูก แต่ละฟาร์ม และแต่ละวิธีแปรรูปสามารถทำให้รสชาติแตกต่างกันได้มาก
ส่วนคำว่า Geisha และ Gesha สามารถพบได้ทั้งสองแบบบนถุงกาแฟ จึงไม่ต้องสงสัยหากเห็นสะกดไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นกาแฟราคาสูง ควรดูข้อมูลฟาร์ม แหล่งปลูก และรายละเอียดของสายพันธุ์ประกอบด้วย จะช่วยให้เลือกได้มั่นใจมากขึ้น
จำง่าย ๆ : Geisha เป็นสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงในวงการกาแฟพิเศษ เด่นเรื่องกลิ่นหอมแบบดอกไม้และผลไม้ แต่ไม่ได้หมายความว่า Geisha ทุกถุงจะมีกลิ่นและรสเหมือนกัน
6. SL28 สายพันธุ์ดังจากประเทศเคนยา
SL28 เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่คนชอบกาแฟจากประเทศเคนยาน่าจะเคยเห็น โดยสายพันธุ์นี้ถูกคัดเลือกขึ้นในประเทศเคนยาช่วงประมาณทศวรรษ 1930 และมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม Bourbon ต้น SL28 มีลักษณะค่อนข้างสูง เมล็ดมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และสามารถให้กาแฟคุณภาพดีได้ จุดเด่นอีกอย่างคือสามารถทนต่อสภาพแห้งแล้งได้พอสมควร แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความอ่อนแอต่อโรคของต้นกาแฟหลายชนิด และให้ผลผลิตไม่สูงมากนัก
ในเรื่องรสชาติ กาแฟ SL28 มักถูกพูดถึงว่า มีกลิ่นผลไม้ มีความหวาน และมีรสสดชื่น โดยเฉพาะกาแฟจากเคนยา แต่ไม่ควรจำว่า SL28 ต้องมีรสเบอร์รีหรือผลไม้เสมอไป เพราะถ้าเปลี่ยนวิธีแปรรูปหรือระดับการคั่ว รสชาติที่ได้ก็เปลี่ยนตามได้มาก เช่น SL28 ที่แปรรูปแบบ Natural อาจให้กลิ่นผลไม้สุกและความหวานเด่นกว่า ขณะที่แบบ Washed อาจให้ความรู้สึกสะอาดและสดชื่นมากขึ้น ส่วนถ้านำไปคั่วเข้ม ความเข้มข้นและกลิ่นคั่วก็อาจเด่นขึ้นแทน
จำง่าย ๆ : SL28 เป็นสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงจากประเทศเคนยา มักให้กาแฟหอม มีความหวานและความสดชื่น แต่รสชาติจริงยังขึ้นอยู่กับแหล่งปลูก วิธีแปรรูป และการคั่วด้วย
7. Catimor จริง ๆ แล้วเป็นกลุ่มของหลายสายพันธุ์
ชื่อ Catimor (คาติมอร์) อาจดูเหมือนเป็นชื่อสายพันธุ์กาแฟหนึ่งสายพันธุ์ แต่จริง ๆ แล้ว Catimor เป็นชื่อเรียก กลุ่มของกาแฟหลายสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดใกล้เคียงกัน กลุ่ม Catimor เกิดจากการนำ Caturra มาผสมกับ Timor Hybrid โดย Timor Hybrid เองเกิดจากการผสมกันตามธรรมชาติระหว่างกาแฟ Arabica กับกาแฟ Robusta บนเกาะติมอร์ เหตุผลสำคัญที่มีการนำ Timor Hybrid มาใช้ในการพัฒนากาแฟ เพราะมีคุณสมบัติบางอย่างที่ช่วยให้ต้นกาแฟทนต่อโรคราสนิมใบกาแฟได้ดีขึ้น จึงเหมาะกับการนำไปพัฒนาสายพันธุ์สำหรับพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องโรคของต้นกาแฟ ในกลุ่ม Catimor ยังมีกาแฟอีกหลายชื่อ เช่น Costa Rica 95, Catisic, Lempira และ IHCAFE 90 ซึ่งแต่ละตัวมีความแตกต่างกันทั้งเรื่องการปลูก ผลผลิต ความทนต่อโรค และคุณภาพของเมล็ด จึงไม่ควรคิดว่า Catimor ทุกตัวจะเหมือนกันทั้งหมด
สำหรับคนดื่ม ถ้าเห็นคำว่า Catimor บนถุงกาแฟ ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าต้องจำชื่อย่อยทั้งหมด เพียงรู้ว่า Catimor เป็นกลุ่มกาแฟที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเรื่องการปลูกและความทนต่อโรคก็เพียงพอแล้ว ส่วนรสชาติจะหอม เข้มข้น กลมกล่อม หรือสดชื่นแค่ไหน ยังต้องดูแหล่งปลูก วิธีแปรรูป และระดับการคั่วประกอบด้วย
จำง่าย ๆ : Catimor ไม่ใช่กาแฟเพียงสายพันธุ์เดียว แต่เป็นกลุ่มของหลายสายพันธุ์ที่มี Caturra และ Timor Hybrid เป็นพื้นฐาน จุดเด่นสำคัญคือถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ต้นกาแฟรับมือกับโรคได้ดีขึ้น
สรุป 7 สายพันธุ์ย่อยของกาแฟอาราบิก้า ต่างกันอย่างไร?
สำหรับเพื่อสำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากดู “สายพันธุ์ย่อยของกาแฟอาราบิก้า” แบบสั้น ๆ ตารางนี้สรุปจุดเด่นของกาแฟอาราบิก้าแต่ละสายพันธุ์ ทั้งเรื่องที่มา ลักษณะต้น และรสชาติที่มักพบ แต่ต้องจำไว้ว่ารสชาติของกาแฟไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์เพียงอย่างเดียว เพราะแหล่งปลูก วิธีแปรรูป ระดับการคั่ว และวิธีชงก็มีผลด้วยเช่นกัน
| สายพันธุ์ | จุดเด่นที่ควรรู้ | ลักษณะต้นหรือที่มา | รสชาติที่มักพบ |
|---|---|---|---|
| Typica | หนึ่งในสายพันธุ์เก่าแก่และสำคัญของอาราบิก้า | ต้นสูง ผลผลิตไม่มาก และค่อนข้างอ่อนแอต่อโรค | ดื่มง่าย รสสมดุล |
| Bourbon | เป็นต้นกำเนิดของกาแฟอีกหลายสายพันธุ์ | ต้นสูง ให้เมล็ดคุณภาพดีเมื่อปลูกในพื้นที่เหมาะสม | หวาน กลมกล่อม รสสมดุล |
| Caturra | เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของ Bourbon | ต้นกะทัดรัด ปลูกได้หนาแน่นขึ้น | รสสะอาด สดชื่น |
| Catuai | เกิดจากการผสม Mundo Novo กับ Caturra | ต้นกะทัดรัด ให้ผลผลิตได้ดี | รสชาติแตกต่างกันตามแหล่งปลูกและวิธีแปรรูป |
| Geisha | สายพันธุ์ชื่อดัง โดยเฉพาะกาแฟจากปานามา | มีต้นกำเนิดเชื่อมโยงกับเอธิโอเปีย | หอมดอกไม้ มะลิ ผลไม้ และให้ความรู้สึกคล้ายชา |
| SL28 | สายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงจากประเทศเคนยา | ต้นสูง ทนแล้งได้ดี แต่ผลผลิตไม่สูงมาก | หอมผลไม้ มีความหวาน และสดชื่น |
| Catimor | เป็นกลุ่มของหลายสายพันธุ์ ไม่ใช่สายพันธุ์เดียว | มีพื้นฐานจาก Caturra และ Timor Hybrid | รสชาติแตกต่างกันไปในแต่ละสายพันธุ์ย่อย |
**หมายเหตุ : รสชาติในตารางเป็นเพียงลักษณะที่มักพบ ไม่ได้หมายความว่ากาแฟสายพันธุ์เดียวกันทุกถุงจะมีรสเหมือนกัน เพราะกาแฟจากคนละประเทศ คนละไร่ หรือคั่วคนละระดับ ก็สามารถให้ทั้งความหอม ความเข้มข้น และความกลมกล่อมแตกต่างกันได้
สายพันธุ์เป็นตัวกำหนดรสชาติกาแฟทั้งหมดหรือไม่?
สายพันธุ์เป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้กาแฟแต่ละแก้วมีรสชาติแตกต่างกัน แม้สายพันธุ์จะมีส่วนกำหนดลักษณะพื้นฐานของเมล็ดกาแฟ แต่ตั้งแต่กาแฟอยู่บนต้น ไปจนถึงขั้นตอนแปรรูป คั่ว และชง ล้วนมีผลต่อความหอม ความหวาน ความเปรี้ยว ความเข้มข้น และความกลมกล่อมด้วย กาแฟสายพันธุ์เดียวกันไม่จำเป็นต้องให้คุณภาพหรือผลผลิตเหมือนกันทุกพื้นที่ เพราะยังขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ความสูงของพื้นที่ ดิน อายุของต้นกาแฟ และวิธีดูแลของแต่ละฟาร์มด้วย ถ้าอยากเข้าใจง่าย ๆ ว่าอะไรบ้างที่มีผลต่อรสชาติกาแฟหนึ่งแก้ว ลองดู 10 ข้อนี้
- สายพันธุ์กาแฟ — เช่น Typica, Bourbon, Caturra หรือ Geisha
- แหล่งปลูก — ประเทศ จังหวัด หรือฟาร์มที่ปลูกกาแฟ
- ความสูงของพื้นที่ปลูก — พื้นที่สูงและพื้นที่ต่ำมีสภาพอากาศต่างกัน
- อากาศและดิน — อุณหภูมิ ปริมาณฝน และสภาพดินมีผลต่อการเติบโตของกาแฟ
- ความสุกของผลกาแฟ — ผลที่เก็บตอนสุกพอดีจะมีคุณภาพต่างจากผลที่ยังไม่สุก
- วิธีแปรรูปหลังเก็บเกี่ยว — เช่น แบบล้างเมือก แบบตากทั้งผล หรือแบบฮันนี่
- การเก็บรักษา — ทั้งเมล็ดกาแฟดิบและเมล็ดที่คั่วแล้วต้องเก็บอย่างเหมาะสม
- ระดับการคั่ว — คั่วอ่อน คั่วกลาง หรือคั่วเข้ม
- ความสดหลังคั่ว — กาแฟที่เก็บไว้นานเกินไปอาจมีกลิ่นหอมลดลง
- วิธีชง — ปริมาณกาแฟ น้ำ อุณหภูมิ ความละเอียดของผงกาแฟ และเวลาในการชง ล้วนมีผลต่อรสชาติ
เพราะฉะนั้น ต่อให้เลือกกาแฟสายพันธุ์ดังหรือมีราคาสูงมาก ๆ แต่ถ้าคั่วหรือชงไม่เหมาะ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้กาแฟที่หอม อร่อย และกลมกล่อมที่สุดเสมอไป ในทางกลับกัน กาแฟสายพันธุ์ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมาก หากเป็นเมล็ดคุณภาพดี คั่วเหมาะกับเมนู และชงง่าย ก็สามารถทำกาแฟอร่อยที่ลูกค้าชอบได้อย่างแน่นอน
ทำไม Geisha จากคนละไร่ถึงรสชาติไม่เหมือนกัน?

ลองใช้กาแฟ Geisha เป็นตัวอย่าง เพราะเห็นภาพได้ง่าย สมมติว่ามีกาแฟ Geisha สองถุงเหมือนกัน ถุงแรกปลูกในประเทศปานามา ส่วนอีกถุงปลูกในอีกประเทศหนึ่ง แม้จะเป็นสายพันธุ์เดียวกัน แต่รสชาติก็สามารถแตกต่างกันได้มาก สาเหตุเพราะกาแฟทั้งสองต้นเติบโตในพื้นที่ที่มีอากาศ ดิน และความสูงไม่เหมือนกัน หลังเก็บเกี่ยวก็อาจใช้วิธีแปรรูปต่างกัน เช่น ถุงหนึ่งใช้วิธีล้างเมือกก่อนตาก ส่วนอีกถุงตากทั้งผล นอกจากนี้โรงคั่วยังสามารถเลือกคั่วอ่อนหรือคั่วเข้มต่างกันได้อีก
ผลที่ได้คือ Geisha ถุงหนึ่งอาจมีกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้ ดื่มเบา ๆ และให้ความรู้สึกคล้ายชา ส่วนอีกถุงอาจมีกลิ่นผลไม้สุก มีความหวาน หรือให้รสที่หนักแน่นขึ้นก็ได้ ถ้าหากซื้อกาแฟราคาสูง ไม่ควรดูเพียงชื่อสายพันธุ์บนถุง แต่ควรดูด้วยว่าปลูกที่ไหน แปรรูปแบบใด คั่วระดับไหน และคั่วเมื่อวันที่เท่าไร ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เลือกกาแฟที่ตรงกับความชอบได้ง่ายขึ้น และช่วยลดคำถามว่า “ทำไมเป็น Geisha เหมือนกัน แต่รสชาติไม่เหมือนที่เคยดื่ม?” ได้เลยทีเดียว
100% Arabica บนถุงกาแฟหมายความว่าอะไร?
คำว่า 100% Arabica หมายความง่าย ๆ ว่า กาแฟในถุงนั้นใช้กาแฟชนิดอาราบิก้า แต่ไม่ได้หมายความว่ากาแฟถุงนั้นจะต้องเป็นกาแฟพิเศษ ราคาแพง คั่วอ่อน หรือมีรสเปรี้ยวและกลิ่นดอกไม้เสมอไป จากคำว่า 100% Arabica เพียงอย่างเดียว เรายังไม่รู้ว่าเป็นสายพันธุ์ Typica, Bourbon, Caturra หรือสายพันธุ์อื่น รวมถึงยังไม่รู้ว่าปลูกที่ประเทศไหน แปรรูปอย่างไร และคั่วระดับไหน
ตัวอย่างเช่น กาแฟ 100% Arabica สองถุงอาจมีรสต่างกันมาก ถุงหนึ่งคั่วอ่อนสำหรับชงกาแฟดำ เน้นกลิ่นหอมและความสดชื่น ส่วนอีกถุงอาจคั่วเข้มขึ้นเพื่อให้มีรสเข้มข้น เหมาะกับลาเต้หรือกาแฟนมก็ได้ ถ้าเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ต้องการเมล็ดชงง่ายและได้รสชาติสม่ำเสมอ จึงควรถามข้อมูลเพิ่มเติมจากโรงคั่ว ไม่ควรเลือกจากคำว่า “100% Arabica” เพียงอย่างเดียว
Bluemocha เองก็มีทั้งกาแฟ Arabica และกาแฟที่นำเมล็ดหลายชนิดมาผสมกัน ซึ่งแต่ละสูตรมีระดับการคั่วและสัดส่วนเมล็ดต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับรสชาติและเมนูที่แตกต่างกัน ใครกำลังเลือกเมล็ดสามารถดู เมล็ดกาแฟของ Bluemocha เพิ่มเติมได้
⚠️ ชานกฮูกแนะนำ
เห็นคำว่า 100% Arabica อย่าเพิ่งตัดสินว่าเมล็ดนั้นต้องหอมกว่า อร่อยกว่า หรือแพงกว่าทันที ลองดูต่อว่า คั่วระดับไหน ปลูกที่ไหน และเหมาะกับเมนูอะไร เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยเลือกกาแฟได้มากกว่าคำว่า Arabica เพียงอย่างเดียว

กาแฟ Arabica จำเป็นต้องมีรสเปรี้ยวไหม?

คำว่า Arabica ไม่ได้หมายความว่ากาแฟจะต้องมีรสเปรี้ยวเสมอไป เพราะความเปรี้ยวที่เรารู้สึกได้ยังขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ แหล่งปลูก วิธีแปรรูป ระดับการคั่ว และวิธีชงด้วย เข้าใจง่าย ๆ คือ กาแฟ Arabica คั่วอ่อนมักทำให้เราสัมผัสกลิ่นและรสตามธรรมชาติของเมล็ดได้ชัดขึ้น รวมถึงความเปรี้ยวสดชื่นบางอย่าง ส่วนการคั่วเข้มขึ้นจะทำให้กลิ่นคั่ว ความขม และความเข้มข้นเด่นขึ้น จึงทำให้กาแฟ Arabica เหมือนกันสามารถมีรสแตกต่างกันได้มาก วิธีชงก็มีผลเช่นกัน เช่น บดเมล็ดหยาบเกินไป ใช้เวลาชงสั้นเกินไป หรือใช้น้ำกับกาแฟในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้กาแฟมีรสเปรี้ยวโดดขึ้นมาได้
ดังนั้น หากชงกาแฟแล้วรู้สึกว่าเปรี้ยวเกินไป ไม่ควรสรุปทันทีว่า “เพราะเป็น Arabica” แนะนำให้อ่านต่อเรื่อง กาแฟเปรี้ยวเกิดจากอะไรและปรับการชงอย่างไร? จะช่วยหาสาเหตุได้ง่ายขึ้น
ระดับการคั่วสำคัญกว่าสายพันธุ์กาแฟหรือไม่?
จริง ๆ แล้ว ไม่ควรเทียบว่าอะไรสำคัญกว่า เพราะสายพันธุ์กับระดับการคั่วทำหน้าที่คนละอย่าง สายพันธุ์เป็นลักษณะพื้นฐานของเมล็ดกาแฟ ส่วนระดับการคั่วคือการนำเมล็ดไปผ่านความร้อน เพื่อสร้างกลิ่น รส และความเข้มในแบบที่โรงคั่วต้องการ สำหรับคนดื่มทั่วไป ระดับการคั่วมักช่วยเลือกกาแฟได้ง่ายกว่าชื่อสายพันธุ์ เช่น
- คั่วอ่อน : มักเหมาะกับคนที่อยากสัมผัสกลิ่นและรสของเมล็ดชัด ๆ
- คั่วกลาง : มักให้รสกลมกล่อม ดื่มง่าย และนำไปชงได้หลายเมนู
- คั่วเข้ม : มักให้รสเข้ม กลิ่นคั่วชัด และเหมาะกับเมนูที่ผสมนม
เจ้าของร้านที่ขายลาเต้หรือกาแฟนมเป็นหลัก อาจเลือกกาแฟคั่วกลางถึงเข้มเพื่อให้รสกาแฟยังชัดหลังใส่นม ส่วนร้านที่เน้นอเมริกาโน่หรือกาแฟดริป อาจเลือกคั่วอ่อนหรือคั่วกลางตามรสชาติที่ต้องการ หากอยากเข้าใจเรื่องนี้เพิ่มเติม สามารถอ่านต่อเรื่อง ระดับการคั่วกาแฟ คั่วอ่อน คั่วกลาง และคั่วเข้มต่างกันอย่างไร จะช่วยให้เลือกเมล็ดได้ง่ายขึ้นมาก ๆ
ถ้าเริ่มเลือกเมล็ด Arabica สำหรับร้าน ควรดูอะไรก่อนสายพันธุ์?
สำหรับร้านเปิดใหม่ แนะนำให้ดูจากสิ่งที่ใช้จริงในร้านก่อน ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากชื่อสายพันธุ์ดัง ๆ โดยสามารถเรียงลำดับง่าย ๆ แบบนี้

- ดูก่อนว่าร้านขายเมนูอะไรเป็นหลัก ถ้าร้านขายอเมริกาโน่ กาแฟดริป หรือกาแฟดำเป็นหลัก อาจเลือกเมล็ดที่มีกลิ่นหอมและรสชัด เพราะไม่มีนมมาช่วยกลบรสชาติ แต่ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่สั่งลาเต้ คาปูชิโน่ หรือกาแฟเย็น ก็ควรเลือกเมล็ดที่มีความเข้มข้นพอสมควร เพื่อให้หลังใส่นมแล้วกลิ่นและรสกาแฟยังชัดอยู่
- ดูระดับการคั่ว ระดับการคั่วเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ได้ง่ายมาก ๆ สำหรับร้านทั่วไป ลองกำหนดก่อนว่าต้องการคั่วอ่อน คั่วกลาง หรือคั่วเข้ม จากนั้นค่อยทดลองว่าระดับไหนเหมาะกับสูตรและลูกค้าของร้านมากที่สุด
- ดูว่าลูกค้าชอบรสแบบไหน อย่าเลือกเมล็ดจากความชอบของเจ้าของร้านเพียงคนเดียว เช่น เจ้าของร้านอาจชอบกาแฟหอมดอกไม้และมีรสเปรี้ยวสดชื่น แต่ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่ชอบกาแฟเข้ม กลมกล่อม และไม่เปรี้ยวมาก เมล็ดที่เจ้าของชอบก็อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับขายประจำ
- คำนวณต้นทุนต่อแก้ว เมล็ดกาแฟที่ดีต้องอยู่ในราคาที่ร้านขายแล้วมีกำไรด้วย ควรดูราคาต่อกิโลกรัม ปริมาณกาแฟที่ใช้ต่อแก้ว และจำนวนแก้วที่ชงได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าเมล็ดหนึ่งอร่อยมาก แต่ต้องใช้ปริมาณเยอะต่อแก้วจนต้นทุนสูงเกินไป ก็อาจเหมาะกับเมนูพิเศษมากกว่านำมาใช้เป็นเมล็ดหลักของร้าน
- ค่อยดูสายพันธุ์ แหล่งปลูก และวิธีแปรรูป เมื่อรู้แล้วว่าร้านต้องการกาแฟแบบไหน ค่อยดูรายละเอียดลึกขึ้น เช่น สายพันธุ์ แหล่งปลูก หรือวิธีแปรรูป ถ้าร้านอยากทำเมนูกาแฟพิเศษ เช่น กาแฟดริป หรือเมนูที่ต้องการเล่าเรื่องของเมล็ด การเลือก Geisha, SL28 หรือสายพันธุ์อื่น ๆ ก็สามารถช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้เมนูได้ วิธีนี้จะช่วยให้ร้านได้เมล็ดกาแฟที่หอม คุณภาพดี ชงง่าย และเหมาะกับลูกค้าจริง มากกว่าการเลือกจากชื่อสายพันธุ์ดังเพียงอย่างเดียว
⚠️ ชานกฮูกแนะนำ
มือใหม่ไม่ต้องเริ่มจากการจำชื่อสายพันธุ์กาแฟเยอะ ๆ ก็ได้ครับ ถ้าเลือกเมล็ดสำหรับร้าน ให้ดู เมนูหลักของร้าน ระดับการคั่ว รสชาติที่ลูกค้าชอบ และต้นทุนต่อแก้ว ก่อน แล้วค่อยดูว่าสายพันธุ์ไหนเหมาะกับโจทย์นั้น วิธีนี้เลือกง่ายกว่าและนำไปใช้ขายจริงได้มากกว่า

สายพันธุ์ดัง ไม่ได้แปลว่าเหมาะกับร้านมากที่สุด!
การเห็นชื่อ Geisha, SL28 หรือ Bourbon บนถุงกาแฟอาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าต้องเป็นกาแฟพรีเมียมและอร่อยกว่าสายพันธุ์อื่นเสมอ แต่ความจริงแล้วชื่อสายพันธุ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น กาแฟจะอร่อยหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมล็ด พื้นที่ปลูก ความสุกของผล วิธีแปรรูป การเก็บรักษา ระดับการคั่ว และวิธีชงด้วย
สำหรับเจ้าของร้าน สิ่งที่สำคัญคือการนำเมล็ดมาทดลองกับเมนูจริง เช่น ลองชงเป็นอเมริกาโน่และลาเต้ ดูว่าหลังใส่นมแล้วกลิ่นกาแฟยังหอมอยู่ไหม รสเข้มข้นพอหรือไม่ และพนักงานสามารถชงให้ได้รสใกล้เคียงกันทุกแก้วหรือเปล่า ถ้าเมล็ดหนึ่งมีกลิ่นหอม รสกลมกล่อม ชงง่าย และทำให้ร้านรักษารสชาติได้สม่ำเสมอ ก็อาจเหมาะกับร้านมากกว่าเมล็ดราคาแพงที่ต้องควบคุมการชงอย่างละเอียดทุกครั้ง
ดังนั้นคำว่า “กาแฟที่ดีที่สุดสำหรับร้าน” ไม่จำเป็นต้องหมายถึงกาแฟที่แพงที่สุด แต่ควรเป็นกาแฟที่อร่อย ลูกค้าชอบ ร้านชงได้ง่าย และขายแล้วคุ้มต้นทุนนั่นเอง
วิธีอ่านข้อมูลบนถุงกาแฟแบบง่าย ๆ
เวลาเลือกซื้อกาแฟ ไม่จำเป็นต้องอ่านศัพท์ทั้งหมดในครั้งเดียว ลองดูตามลำดับนี้
ชนิดกาแฟ → สายพันธุ์ → แหล่งปลูก → วิธีแปรรูป → ระดับคั่ว → กลิ่นและรสที่แนะนำ → วันที่คั่ว

ตัวอย่าง ถุงหนึ่งเขียนว่า Arabica – Geisha – Panama – Natural – Light Roast สามารถอ่านแบบง่าย ๆ ได้ว่า
- Arabica = เป็นกาแฟชนิดอาราบิก้า
- Geisha = สายพันธุ์กาแฟ
- Panama = ปลูกในประเทศปานามา
- Natural = ใช้วิธีแปรรูปแบบตากผลกาแฟ
- Light Roast = คั่วอ่อน
ส่วนคำที่เขียนว่า Jasmine, Peach, Chocolate หรือ Berry ไม่ได้หมายความว่ามีการใส่มะลิ พีช ช็อกโกแลต หรือเบอร์รีลงไปในกาแฟ แต่เป็นคำที่ใช้บอกว่า กลิ่นหรือรสของกาแฟ “ชวนให้นึกถึง” สิ่งเหล่านั้น เพียงอ่านข้อมูลเหล่านี้เป็น ก็จะช่วยให้เลือกกาแฟที่ตรงกับความชอบได้ง่ายขึ้นมาก โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญกาแฟเลย
สรุป “Arabica ไม่ใช่ชื่อรสชาติ แล้วควรจำอะไร?”
ถ้าจะจำจากบทความนี้เพียงเรื่องเดียว ให้จำง่าย ๆ ว่า “Arabica คือชนิดของกาแฟ ไม่ใช่ชื่อรสชาติ” ส่วน Typica, Bourbon, Caturra, Catuai, Geisha และ SL28 คือ สายพันธุ์ย่อยของกาแฟอาราบิก้า ขณะที่ Catimor เป็นชื่อเรียกกลุ่มของกาแฟหลายสายพันธุ์ ไม่ได้หมายถึงสายพันธุ์เดียว แต่การรู้ชื่อสายพันธุ์อย่างเดียวก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่ากาแฟจะหอม เปรี้ยว หวาน เข้มข้น หรือกลมกล่อมแค่ไหน เพราะรสชาติยังขึ้นอยู่กับ “แหล่งปลูก ความสูง วิธีแปรรูป ระดับการคั่ว และวิธีชง” ด้วย
สำหรับเจ้าของร้านจึงไม่จำเป็นต้องจำชื่อกาแฟหลายสิบสายพันธุ์ แต่ควรรู้วิธีเลือกเมล็ดให้เหมาะกับเมนูและลูกค้าของร้านมากกว่า หากยังไม่แน่ใจว่าจะเลือก Arabica แบบไหนดี หรืออยากเปรียบเทียบกับกาแฟที่นำเมล็ดหลายชนิดมาผสมกัน สามารถดู เมล็ดกาแฟของ Bluemocha และข้อมูลจาก โรงคั่วกาแฟเชียงใหม่ Bluemocha เพื่อเลือกเมล็ดสำหรับอเมริกาโน่ ลาเต้ กาแฟนม หรือเมนูพิเศษของร้านได้ง่ายขึ้น กำลังเลือกเมล็ดกาแฟสำหรับร้านอยู่ใช่ไหม? ลองเริ่มจากดูว่าเมนูหลักของร้านคืออะไร ลูกค้าชอบกาแฟหอมแบบไหน ต้องการความเข้มระดับใด และใช้เครื่องชงแบบไหน จากนั้นค่อยทดลองเมล็ดจริงก่อนตัดสินใจ จะช่วยให้ได้กาแฟคุณภาพดี ชงง่าย รสชาตินิ่ง และกลมกล่อมถูกใจลูกค้ามากกว่าการเลือกจากคำว่า “100% Arabica” เพียงอย่างเดียวอย่างแน่นอน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “สายพันธุ์ย่อยของกาแฟอาราบิก้า” (FAQ)
ตอบ : Arabica เป็นชนิดของกาแฟ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Coffea arabica ภายในกาแฟชนิดนี้ยังมีสายพันธุ์อีกจำนวนมาก เช่น Typica, Bourbon, Caturra และ Geisha ดังนั้นคำว่า Arabica จึงไม่ได้หมายถึงสายพันธุ์เดียว และไม่ได้บอกว่ากาแฟต้องมีรสชาติแบบใดแบบหนึ่ง
ตอบ : กาแฟอาราบิก้ามีสายพันธุ์จำนวนมาก ตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่ Typica, Bourbon, Caturra, Catuai, Geisha, SL28, Pacas และ Villa Sarchi ส่วน Catimor เป็นชื่อเรียกกลุ่มของกาแฟหลายสายพันธุ์ ไม่ใช่สายพันธุ์เดียว
ตอบ : Typica และ Bourbon เป็นกาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์เก่าแก่ที่มีความสำคัญมากทั้งคู่ โดยมีประวัติและที่มาที่แตกต่างกันเล็กน้อย ทั้งสองมีต้นค่อนข้างสูงและต้องดูแลเรื่องโรคของต้นกาแฟ แต่สามารถให้เมล็ดคุณภาพดีได้เมื่อปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม
ตอบ : Geisha หรือ Gesha เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของกาแฟอาราบิก้า โดยเฉพาะ Geisha จากปานามาที่มีชื่อเสียงมากในวงการกาแฟพิเศษ มักถูกพูดถึงเรื่องกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้ ดอกมะลิ และผลไม้ แต่รสชาติจริงยังขึ้นอยู่กับแหล่งปลูกและวิธีแปรรูปด้วย
ตอบ : Catimor เป็นกลุ่มกาแฟที่มีพื้นฐานหลักอยู่ในกลุ่มอาราบิก้า แต่มีส่วนที่เชื่อมโยงกับ Timor Hybrid ซึ่งเกิดจากการผสมกันตามธรรมชาติระหว่างกาแฟ Arabica กับ Robusta เหตุผลที่นำสายนี้มาใช้พัฒนากาแฟ เพราะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือโรคบางชนิด โดยเฉพาะโรคราสนิมใบกาแฟนั่นเอง
ตอบ : ไม่เสมอไป คำว่า 100% Arabica บอกเพียงว่าใช้กาแฟชนิดอาราบิก้า แต่คุณภาพและรสชาติยังขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ แหล่งปลูก วิธีแปรรูป ระดับการคั่ว ความสด และวิธีชงด้วย ดังนั้นกาแฟสองถุงที่เขียนว่า 100% Arabica เหมือนกัน ก็สามารถมีทั้งความหอม ความเข้มข้น และความกลมกล่อมแตกต่างกันได้มาก
ตอบ : Arabica ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเปรี้ยวเสมอไป ความเปรี้ยวที่สัมผัสได้ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง เช่น สายพันธุ์ แหล่งปลูก วิธีแปรรูป ระดับการคั่ว และวิธีชง กาแฟ Arabica คั่วอ่อนกับคั่วเข้มจึงสามารถให้รสชาติแตกต่างกันอย่างชัดเจน แม้จะใช้กาแฟชนิดเดียวกันก็ตาม
ตอบ : สายพันธุ์มีผลต่อลักษณะพื้นฐานของกาแฟ แต่ ไม่ได้เป็นตัวกำหนดรสชาติทั้งหมด เพราะสภาพอากาศ ดิน ความสูง ความสุกของผลกาแฟ วิธีแปรรูป การคั่ว และการชง ล้วนมีผลร่วมกัน
สำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาเมล็ดกาแฟสำหรับร้าน Bluemocha มีเมล็ดกาแฟหลายสูตรให้เลือก ทั้งแบบที่เหมาะกับการนำไปชงเมนูกาแฟดำและเมนูกาแฟนม สามารถเลือกให้เข้ากับรสชาติที่ร้านต้องการ และทดลองก่อนตัดสินใจใช้เป็นเมล็ดหลักของร้านได้ นอกจากเมล็ดกาแฟแล้ว Bluemocha ยังมีวัตถุดิบสำหรับร้านเครื่องดื่มให้เลือกอีกหลายหมวด ไม่ว่าจะเป็นชาไทย ชาเขียว ชาไต้หวัน มัทฉะ โกโก้ และวัตถุดิบอื่น ๆ ทำให้ร้านสามารถเลือกวัตถุดิบหลายเมนูได้จากแหล่งเดียว ช่วยให้จัดการสต๊อกและวางเมนูได้ง่ายขึ้น

หากต้องการสร้างสินค้าเป็นแบรนด์ของตัวเอง ทาง Bluemocha ยังมีบริการ OEM&ODM สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาสูตรวัตถุดิบ สร้างแบรนด์ หรือผลิตสินค้าในปริมาณมาก พร้อมทีมงานให้คำปรึกษาตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ พัฒนาสูตร ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์และการผลิต โดยโรงงานมีมาตรฐานการผลิต เช่น GHPs, HACCP, ISO 22000, อย. และ HALAL ตามข้อมูลของ Bluemocha
สนใจเลือกเมล็ดกาแฟหรือวัตถุดิบสำหรับร้าน สามารถดูสินค้าเพิ่มเติมจาก Bluemocha หรือสอบถาม LINE : @bluemochacoffee เพื่อขอคำแนะนำก่อนเลือกใช้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นร้านเปิดใหม่ ร้านกาแฟที่ต้องการปรับเมล็ดหลัก หรือผู้ประกอบการที่อยากพัฒนาสินค้าในแบรนด์ของตัวเอง ก็สามารถเริ่มจากการทดลองวัตถุดิบให้ตรงกับรสชาติที่ต้องการก่อนตัดสินใจได้
“ชานกฮูก คือ เพื่อนคู่คิด ผลิตใบชา ให้คำปรึกษาครบวงจร”








