วิธีเลือกซัพพลายเออร์ชา พร้อมสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนซัพพลายเออร์

วิธีเลือกซัพพลายเออร์ชา สัญญาณเตือนถึงเวลาต้องเปลี่ยนซัพพลายเออร์!

วิธีเลือกซัพพลายเออร์ชา ต้องดูอะไรบ้าง? ซัพพลายเออร์ชาคุณภาพดีเลือกยังไง? แล้วถ้าชาที่ใช้อยู่เริ่มไม่หอม ไม่เข้มข้น สีไม่สวยเหมือนเดิม ถึงเวลา เปลี่ยนซัพพลายเออร์ชาแล้วหรือยัง?

Advertisements

คำถามพวกนี้เจ้าของร้านชา ร้านกาแฟ หรือร้านชานมไข่มุกมักจะเริ่มถามกันตอนที่ร้านเจอปัญหาเดิมซ้ำ ๆ โดยเฉพาะเวลาชาล็อตใหม่ชงแล้วรสชาติไม่เหมือนล็อตก่อน จนต้องมานั่งปรับสูตรกันใหม่วุ่น ๆ จริง ๆ แล้วการเลือกซัพพลายเออร์ชาไม่ควรดูแค่ว่าเจ้าไหน “ขายถูกกว่า” เพราะชาที่ราคาต่อกิโลถูกมาก ๆ แต่ต้องใช้เยอะขึ้นถึงจะได้รสหอม เข้มข้น กลมกล่อม หรือแต่ละล็อตสีสวยไม่เท่ากัน สุดท้ายอาจไม่ได้ประหยัดอย่างที่คิดเลยก็ได้ สิ่งที่ควรดูพร้อมกันคือ คุณภาพของชา ความสม่ำเสมอในแต่ละล็อต ความปลอดภัย เอกสารที่ตรวจสอบได้ ความพร้อมของสต็อก ต้นทุนต่อแก้ว และการดูแลหลังการขาย นั่นเอง

Table of contents (สารบัญ)

ชานกฮูกขอฝากไว้ตั้งแต่ต้นเลยว่า อย่ารอให้ชาถุงสุดท้ายหมด แล้วค่อยเริ่มหาซัพพลายเออร์ใหม่ เพราะช่วงที่ของใกล้หมดเป็นช่วงที่เรามีเวลาทดลองน้อยที่สุด และมีโอกาสเลือกผิดมากที่สุดเลยทีเดียว บทความนี้เลยจะชวนมาเช็กกันแบบละเอียด ตั้งแต่เลือกซัพพลายเออร์ชาอย่างไร วิธีเทสต์ชาแบบร้านจริง สัญญาณไหนที่ควรเริ่มมองหาตัวเลือกใหม่ ไปจนถึงวิธีเปลี่ยนซัพพลายเออร์โดยที่รสชาติชาในร้านยังหอม เข้มข้น กลมกล่อม และอร่อยใกล้เคียงเดิมมากที่สุดกันเลย!

หลายร้านจะเริ่มหาชาจากคำถามง่าย ๆ ว่า “กิโลเท่าไหร่?” ซึ่งถามได้ ไม่ผิดเลย แต่ถ้าใช้ราคาเป็นเกณฑ์เดียว อาจพลาดเรื่องสำคัญไปหลายอย่าง ลองนึกภาพว่าร้านมีชาไทยสูตรประจำ ใช้ชาเท่าเดิม น้ำเท่าเดิม ชงเวลาเดิมทุกวัน พอล็อตใหม่มาถึงกลับพบว่าสีอ่อนลง กลิ่นไม่หอมเท่าเก่า และพอเติมนมแล้วรสชาติชาแทบหาย ทั้งที่พนักงานก็ชงเหมือนเดิมทุกอย่าง ร้านส่วนใหญ่จะเริ่มแก้ด้วยการเพิ่มชา เพิ่มเวลาสกัด หรือเพิ่มปริมาณหัวชาให้เข้มข้นขึ้น แต่ถ้าต้นเหตุจริง ๆ มาจากวัตถุดิบต่างล็อต การแก้สูตรไปเรื่อย ๆ จะทำให้มาตรฐานร้านไม่นิ่งเสียเอง เพราะฉะนั้น “ต้นทุนชา” ไม่ได้มีแค่ราคาหน้าถุง แต่ยังมีต้นทุนที่ซ่อนอยู่ด้วย

วิธีเลือกซัพพลายเออร์ชา ให้คุ้ม ไม่ควรดูแค่ราคาต่อกิโล
  1. ราคาที่จ่ายจริง : อันนี้เห็นง่ายที่สุด! เช่น ชา 1 กิโลกรัม ราคา 280 บาท 320 บาท หรือ 400 บาท แต่ยังตอบไม่ได้ว่าตัวไหนคุ้มกว่ากัน เพราะต้องดูต่อว่าใช้กี่กรัมถึงจะชงแล้วหอม เข้มข้น สีสวย และเข้ากับสูตรนมของร้าน
  2. ปริมาณชาที่ใช้ต่อแก้ว : สมมติชา A ราคา 280 บาทต่อกิโลกรัม แต่ต้องใช้ 18 กรัมต่อแก้วถึงจะเข้มข้นพอ ต้นทุนเฉพาะชาอยู่ประมาณ 5.04 บาทต่อแก้ว ส่วนชา B ราคา 340 บาทต่อกิโลกรัม แต่ใช้เพียง 12 กรัมก็ได้รสหอมเข้ม กลมกล่อม และสีสวยแล้ว ต้นทุนชาจะอยู่ประมาณ 4.08 บาทต่อแก้ว เห็นไหมว่าแบบที่ “ราคาต่อกิโลแพงกว่า” อาจกลายเป็นแบบที่ต้นทุนต่อแก้วถูกกว่าก็ได้ ดังนั้นเวลาเปรียบเทียบวัตถุดิบชาราคาส่ง ลองคำนวณเป็น บาทต่อแก้ว ควบคู่ไปด้วย จะเห็นภาพธุรกิจจริงมากกว่าอย่างแน่นอน
  3. ของเสียและเวลา : ถ้าทุกครั้งที่เปิดล็อตใหม่ต้องเทสต์ใหม่ ชงทิ้งหลายแก้ว หรือให้พนักงานปรับสูตรกันเอง วันหนึ่งร้านอาจเสียชา เสียนม เสียน้ำแข็ง และเสียเวลาไปมากกว่าส่วนต่างราคาที่ประหยัดได้เสียอีก ชาแบบที่ชงง่าย สูตรนิ่ง หอม เข้มข้น และได้ผลใกล้เคียงกันทุกครั้ง จึงช่วยร้านในเรื่องงานหลังบ้านได้เยอะมาก ๆ นั่นเอง
  4. ความรู้สึกของลูกค้า : ลูกค้าประจำอาจไม่ได้รู้ว่าเราเปลี่ยนล็อตชา แต่เขารู้ได้ว่า “วันนี้รสชาติไม่เหมือนเดิม” ถ้าเกิดครั้งเดียวอาจไม่มีอะไร แต่ถ้าแก้วหนึ่งหอม แก้วหนึ่งจืด แก้วหนึ่งสีสวย แต่อีกแก้วรสอ่อน ความรู้สึกว่า “ร้านนี้อร่อยเหมือนเดิมทุกครั้ง” จะค่อย ๆ หายไป และนั่นเป็นต้นทุนที่ตีราคาเป็นเงินบาทได้ยากที่สุดเลยทีเดียว

ถ้าเพื่อน ๆ กำลังหาซัพพลายเออร์ชาใหม่ ชานกฮูกไม่แนะนำให้ตัดสินจากการชิมชาแก้วเดียวแล้วสั่งล็อตใหญ่ทันทีนะ ลองมองให้ครบหลายด้าน เพราะซัพพลายเออร์ที่เหมาะกับร้านจริง ต้องช่วยให้เราขายชาได้ง่าย ๆ และต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ส่งสินค้ามาแล้วจบกันเลย

วิธีเลือกซัพพลายเออร์ชา ต้องดูอะไรบ้างก่อนสั่งล็อตใหญ่

ชาแก้วเล็ก ๆ ที่ชงให้ชิมอาจหอมมาก เข้มข้นมาก และอร่อยมาก แต่ลูกค้าของเราไม่ได้ดื่มแบบนั้นเสมอไป ถ้าร้านขายชาไทยนม เมื่อลงนม ข้นหวาน และน้ำแข็งแล้ว กลิ่นชาต้องยังอยู่ รสไม่โดนนมกลบ และสีควรออกมาสวยน่าดื่ม ถ้าร้านขายชามะนาว ชาใส หรือชาผลไม้ ก็ต้องดูอีกแบบ เพราะชาที่หนักมากเกินไปอาจไปกลบรสผลไม้จนไม่กลมกล่อม วิธีง่ายที่สุดคือขอตัวอย่างมาแล้วชงด้วยอุปกรณ์จริงของร้าน ใช้น้ำจริง นมจริง ไซรัปจริง และแก้วขนาดเดียวกับที่ขาย ลูกค้าดื่มแบบไหน เราก็ควรเทสต์แบบนั้นเลย

ชาเป็นวัตถุดิบจากการเกษตร ความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจเกิดขึ้นได้เป็นธรรมชาติ แต่ถ้าล็อตหนึ่งต้องใช้ 12 กรัม อีกล็อตต้องเพิ่มเป็น 18 กรัมถึงจะเข้มเท่ากัน แบบนี้ร้านจะคุมสูตรยาก ถ้าซัพพลายเออร์อ้างว่าคุมคุณภาพได้ ลองสั่งทดสอบต่างช่วงเวลากัน แล้วเอามาชงสูตรเดียวกันดู สังเกตทั้งกลิ่น สี ความเข้ม ความฝาด และรสหลังเติมนม ถ้าใกล้เคียงกันก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่สำคัญอย่าพึ่งความจำอย่างเดียว เพราะคำว่า “รู้สึกว่าอ่อนกว่าเดิม” พิสูจน์ยากมาก ควรมีการจดสูตรและผลเทสต์ไว้ด้วยจะง่ายกว่าเยอะเลยทีเดียว

เรื่องนี้เจ้าของร้านเล็ก ๆ อาจรู้สึกว่าไกลตัว แต่จริง ๆ สำคัญมาก สมมติวันหนึ่งชาเปิดถุงมาแล้วกลิ่นไม่เหมือนเดิม ถ้าบนสินค้าไม่มีข้อมูลล็อต ไม่มีวันที่ผลิต และซัพพลายเออร์ บอกไม่ได้ว่ามาจากรอบไหน เวลาจะตรวจสอบปัญหาก็ยากทันที การตรวจสอบย้อนกลับ ช่วยให้รู้ว่าสินค้าผลิตมาจากล็อตไหน และถ้าเกิดปัญหา ผู้ผลิตสามารถตรวจสอบได้เจาะจงมากขึ้น หลักการนี้ถูกใช้ในระบบควบคุมความปลอดภัยอาหารทั่วโลก เพราะช่วยให้ธุรกิจติดตามสินค้าที่เกี่ยวข้องเมื่อเกิดเหตุผิดปกติได้รวดเร็วขึ้นนั่นเอง แต่ถ้าเราซื้อวัตถุดิบไปชงขายทุกวัน เรื่องเลขล็อตอาจดูเล็ก แต่วันที่เกิดปัญหา มันจะกลายเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก ๆ อย่างแน่นอน

ถ้าเป็นร้านชงขายทั่วไป เรื่องแรกอาจยังเป็นรสชาติ หอม เข้มข้น กลมกล่อม และชงง่าย แต่พอธุรกิจเริ่มโต เรื่องเอกสารจะสำคัญขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะร้านขายส่ง แฟรนไชส์ หรือแบรนด์ที่ต้องนำสินค้าไปขายต่อ ควรตรวจสอบว่าสินค้ามีข้อมูลที่เกี่ยวข้องครบหรือไม่ เช่น ข้อมูลผู้ผลิต เลข อย. มาตรฐานโรงงานตามประเภทสินค้า

ตัวอย่างเช่น ISO 22000 เป็นมาตรฐานระบบบริหารความปลอดภัยอาหารสำหรับองค์กรในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งเน้นการระบุและควบคุมความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารอย่างเป็นระบบ แน่นอนว่า “มี ISO แล้วชาอร่อยกว่า” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่เรื่องรสชาติและเรื่องมาตรฐานควรผ่านทั้งคู่ เพราะชาอร่อยอย่างเดียวแต่ข้อมูลตรวจสอบไม่ได้ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะกับทุกธุรกิจ

ชาอร่อยมาก หอมมาก สีสวยมาก แต่พอขายดีแล้วสั่งเพิ่มกลับของหมด อันนี้ร้านก็เหนื่อยเหมือนกัน ลองถามซัพพลายเออร์ชา ตั้งแต่ต้นว่าสินค้าหลักมีสต๊อกหรือไม่ ถ้าต้องผลิตใช้เวลากี่วัน ช่วงเทศกาลควรสั่งล่วงหน้านานแค่ไหน และถ้าร้านโตขึ้นใช้เพิ่มเป็นสองเท่าจะรองรับได้ไหม ร้านเล็กอาจยังไม่ต้องคิดถึงหลักตัน แต่ควรรู้ว่าถ้าจากเดิมใช้เดือนละ 10 กิโลกรัม วันหนึ่งเพิ่มเป็น 50 หรือ 100 กิโลกรัม ซัพพลายเออร์คนเดิมยังไปต่อกับเราได้หรือเปล่า เพราะเปลี่ยนซัพพลายเออร์ชา ตอนร้านกำลังโตและออเดอร์กำลังแน่น ไม่สนุกเลยทีเดียว

ไม่มีโรงงานไหนรับประกันได้ว่าจะไม่มีปัญหาตลอดไป สิ่งที่น่าดูกว่าคือพอเกิดปัญหาแล้วเขาทำอย่างไร ถ้าเราแจ้งว่าชาล็อตนี้ชงแล้วกลิ่นไม่หอมเหมือนเดิม ซัพพลายเออร์ชาที่ดูแลดีควรเริ่มจากขอเลขล็อต ขอสูตรหรือข้อมูลการชง และช่วยตรวจสอบต้นเหตุร่วมกัน ต่างจากการตอบทันทีว่า “ของโรงงานเหมือนเดิม” แล้วจบ เวลาเลือกซัพพลายเออร์ชาระยะยาว บริการหลังการขายมีน้ำหนักมากกว่าที่คิด เพราะวันที่ทุกอย่างดีเราคุยกับใครก็ง่าย แต่วันที่มีปัญหา คนที่ช่วยเราแก้ได้เร็วจะมีค่ามาก ๆ นั่นเอง

ชาแบบพรีเมียมอาจหอม เข้มข้น สีสวย และรสกลมกล่อมมาก แต่ถ้าร้านขายแก้วละ 25 บาท อาจต้องเลือกให้เหมาะกับต้นทุนของร้านด้วย ในทางกลับกัน ร้านที่ขายแก้วละ 80–120 บาท อาจยอมเพิ่มต้นทุนชาอีก 1–2 บาทเพื่อให้ได้กลิ่นและรสชาติที่ชัดขึ้น จึงไม่มีชา “ดีที่สุดสำหรับทุกคน” มีแต่ชา ที่เหมาะกับร้านแต่ละแบบ มากกว่า เพราะฉะนั้นเวลาคุยกับซัพพลายเออร์ บอกช่วงราคาขาย เมนู และต้นทุนเป้าหมายไปเลย จะช่วยให้เลือกตัวอย่างได้ตรงมากกว่าบอกแค่ว่า “อยากได้ชาอร่อย ๆ”

วันนี้อาจซื้อชาสำเร็จไปชง แต่วันหนึ่งร้านเริ่มมี 5 สาขา 10 สาขา หรืออยากทำชาในชื่อแบรนด์ตัวเอง คำถามก็จะเปลี่ยนไป จาก “มีชาอะไรขายบ้าง?” กลายเป็น “พัฒนาสูตรให้เหมือนร้านเราได้ไหม?” ถ้าเลือกซัพพลายเออร์ชาที่มีบริการ OEM&ODM อยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาขยายธุรกิจจะต่อยอดง่ายกว่าการเริ่มหาคนใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะร้านที่มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว การมีคนช่วยปรับกลิ่น ความหอม ความเข้มข้น หรือระดับความฝาดให้เข้ากับสูตรของร้าน จะทำให้สร้างเอกลักษณ์ได้ชัดขึ้นเลยทีเดียว สำหรับชานกฮูก Bluemocha สามารถช่วยตั้งแต่เลือกชาที่มีอยู่มาทดลอง ไปจนถึงพัฒนาสูตรตามโจทย์ของแบรนด์ ใครที่เริ่มมีแผนทำสูตรเฉพาะ สามารถสอบถามแอด LINE : @bluemochacoffee เพิ่มเติมกับทีมงานก่อนได้ ยังไม่จำเป็นต้องรีบผลิตทันทีนั่นเอง

ตรงนี้เป็นช่วงที่หลายร้านลังเลที่สุด เพราะใช้เจ้าเดิมมานาน บางร้านรู้จักกันดี บางร้านได้ราคาพิเศษจนไม่อยากเปลี่ยน ชานกฮูกเลยอยากชวนดู “รูปแบบของปัญหา” มากกว่าความรู้สึก ถ้ามีเหตุการณ์เดียวแล้ว ซัพพลายเออร์ชาแก้ไขได้ดี ยังไม่จำเป็นต้องเลิกจ้างผลิตแต่ถ้าเรื่องเดิมเกิดซ้ำเรื่อย ๆ ก็ควรเริ่มมีแผนสองไว้กันเลย

8 สัญญาณเตือนว่าควรเปลี่ยนซัพพลายเออร์ชาของร้าน
  1. ชาล็อตใหม่มา ต้องปรับสูตรใหม่ทุกครั้ง ถ้าวันนี้ใช้ 14 กรัม พอล็อตใหม่ต้อง 16 กรัม อีกล็อตหนึ่งต้องลดเหลือ 12 กรัม ร้านจะเริ่มควบคุมสูตรยากมาก พนักงานก็งง ลูกค้าก็ได้รสชาติไม่เหมือนกัน ความแตกต่างเล็กน้อยของวัตถุดิบเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ถ้าต่างจนเห็นสีไม่เหมือนเดิม กลิ่นไม่หอมเหมือนเดิม หรือความเข้มข้นหายไปชัด ๆ หลายล็อตติดต่อกัน ควรคุยกับ supplier อย่างจริงจังได้แล้ว
  2. ของขาดบ่อย และรู้ตัวตอนจะสั่ง ช่วงเทศกาล วัตถุดิบบางชนิดอาจขาดได้เป็นเรื่องปกติ แต่คำว่า “ของหมด” กับ “ของหมดโดยไม่เคยแจ้งลูกค้าหลักล่วงหน้าเลย” เป็นคนละเรื่อง ถ้าร้านใช้ชาไทยตัวหนึ่งเป็นเมนูขายดี และวันหนึ่งต้องหยุดขายเพราะ ซัพพลายเออร์ชาของหมดแบบไม่มีกำหนด นั่นกระทบรายได้โดยตรง ซัพพลายเออร์ชาที่ดีควรช่วยให้ร้านวางแผนสต็อกได้ ไม่ใช่ทำให้เราต้องลุ้นทุกครั้งที่สั่งอย่างแน่นอน
  3. ปัญหาเดิมเกิดซ้ำ แต่ไม่มีคำอธิบาย รอบแรกถุงรั่ว ซัพพลายเออร์ชาเปลี่ยนให้ ถือว่าแก้ได้ แต่ถ้ารอบถัดไปก็รั่วอีก รอบถัดไปก็เหมือนเดิม แล้วไม่มีการบอกว่าจะแก้อย่างไร แบบนี้ต้องเริ่มตั้งคำถามแล้ว ปัญหาครั้งเดียวไม่ได้น่ากลัวเท่า ปัญหาที่กลายเป็นนิสัยของระบบ เหมือนชาที่ขมครั้งเดียวอาจเกิดจากชงนานไป แต่ถ้าชงตามสูตรเดิมแล้วยังขมทุกถุง ก็คงต้องกลับมาดูที่ตัวชาแล้วล่ะ
  4. ขอเอกสารแล้วตอบไม่ได้ ร้านเล็กบางร้านอาจไม่ได้ขอเอกสารเยอะ แต่ถ้าเริ่มทำแฟรนไชส์ ขายส่ง หรือสร้างแบรนด์ จะเริ่มมีคนถามข้อมูลมากขึ้น ถ้าต้องการเอกสารแล้ว ซัพพลายเออร์ชาตอบไม่ได้ว่าสินค้าผลิตจากไหน โรงงานอะไร หรือเอกสารที่มีเป็นฉบับปัจจุบันหรือไม่ นี่ถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องคิด โดยเฉพาะถ้าเราจะนำสินค้าไปติดแบรนด์ตัวเอง เพราะสุดท้ายลูกค้าจะจำชื่อแบรนด์เรา ไม่ได้จำว่าใครเป็นโรงงานหลังบ้านนั่นเอง
  5. ราคาขึ้นบ่อย จนร้านวางแผนต้นทุนไม่ได้ วัตถุดิบมีขึ้นมีลงได้เป็นธรรมชาติ การขึ้นราคาจึงไม่ได้แปลว่าต้องเปลี่ยนซัพพลายเออร์ชาทันที แต่ควรมีการแจ้งล่วงหน้าและมีราคาใหม่ที่ชัดเจน ร้านต้องรู้ว่าตั้งแต่วันไหนต้นทุนชาเพิ่มขึ้นกี่บาท เพื่อกลับไปคำนวณกำไรต่อแก้วได้ ถ้าวันนี้ถามได้ราคาหนึ่ง พรุ่งนี้อีกคนตอบอีกราคา แบบนี้ต่อให้ชาอร่อย หอม กลมกล่อมแค่ไหน ฝ่ายบัญชีก็ปวดหัวได้เหมือนกันเลยทีเดียว
  6. ติดต่อยากตอนเกิดเรื่องสำคัญ ไม่จำเป็นต้องตอบภายใน 30 วินาทีทุกครั้ง แต่เรื่องออเดอร์ผิด ของหาย สินค้ามีปัญหา หรือเมนูหลักกำลังจะขาด ควรมีคนช่วยดูให้ได้ ถ้าช่วงสั่งซื้อคุยง่ายมาก แต่หลังจ่ายเงินแล้วหายเงียบ เวลามีปัญหาต้องทักหลายรอบ แบบนี้ความสัมพันธ์ระยะยาวอาจเหนื่อยกว่าที่คิด
  7. ร้านโตแล้ว แต่ซัพพลายเออร์ชาโตตามไม่ได้ ตอนมีร้านเดียว ซัพพลายเออร์ชาเดิมอาจเหมาะมาก แต่พอมีหลายสาขา ร้านจะต้องการระบบเพิ่มขึ้น ถ้าซัพพลายเออร์ชาเดิมไม่พร้อมตรงนี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ดี แต่แค่ขนาดธุรกิจเราอาจเดินมาไกลกว่าระบบที่เขารองรับแล้วนั่นเอง
    • จากสั่ง 5 กิโลกรัม อาจกลายเป็น 50 กิโลกรัม
    • จากส่งหน้าร้านเดียว อาจต้องกระจายหลายสาขา
    • จากสูตรทั่วไป อาจอยากได้สูตรเฉพาะแบรนด์
  8. ทุกครั้งที่รับของ ต้องลุ้น อันนี้ไม่มีตัวเลขวัด แต่เจ้าของร้านรู้ดี ถ้าเปิดกล่องมาแล้วต้องคิดว่า “รอบนี้จะเหมือนเดิมไหม?” หรือทุกครั้งที่ลูกค้าบอกว่ารสชาติเปลี่ยน เรานึกถึงวัตถุดิบก่อนทันที นั่นแปลว่าความเชื่อใจเริ่มลดลงแล้ว ธุรกิจระยะยาวควรมีซัพพลายเออร์ชาที่ทำให้เราสบายใจเรื่องพื้นฐาน เพื่อจะได้เอาเวลาไปคิดเมนูใหม่ ขายของ และดูแลลูกค้ามากกว่า

เจอปัญหาครั้งเดียว ต้องเปลี่ยนซัพพลายเออร์ชาเลยไหม? ยังไม่ต้องรีบ เพราะบางครั้งสิ่งที่ดูเหมือน ปัญหาคุณภาพชา อาจไม่ได้เกิดจากชาเสมอไป เช่น พนักงานตวงปริมาณไม่เท่ากัน น้ำร้อนอุณหภูมิต่างจากเดิม เวลาสกัดสั้นลง หรือเปิดถุงแล้วเก็บไม่สนิทจนกลิ่นหอมลดลง ก่อนแจ้งซัพพลายเออร์ชาลองเก็บข้อมูลให้ครบว่าใช้ชาเท่าไร น้ำเท่าไร สกัดกี่นาที ใช้อุปกรณ์อะไร และสินค้าเลขล็อตไหน จากนั้นลองเทียบกับล็อตเดิมด้วยวิธีเดียวกัน ถ้าเทสต์แล้วพบว่าปัญหามาจากตัวชา ก็ส่งข้อมูลให้ซัพพลายเออร์ชาตรวจสอบต่อได้ง่าย ๆ และเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายมากกว่า สิ่งที่ควรใช้เป็นตัวตัดสินไม่ใช่ “เคยมีปัญหาหรือไม่” แต่คือ ตอนมีปัญหาแล้วเขาจัดการได้ดีแค่ไหน นั่นเอง

ตัวอย่างชาอร่อยอย่างเดียวไม่พอ เราต้องรู้ด้วยว่าถ้าเอาไปขายจริงจะเป็นอย่างไร? วิธีที่น้องนกฮูกแนะนำคือกำหนดสูตรกลางก่อน แล้วชงชาเก่าและชาใหม่เทียบกันแบบเดียวกันทุกขั้นตอน

Advertisements
  • ตั้งสูตรกลางก่อนชิม ถ้าชิมชา A ด้วยชา 12 กรัม แต่ชา B ใช้ 18 กรัม เราจะยังตอบไม่ได้ว่าความแตกต่างเกิดจากตัวชาหรือสูตร รอบแรกจึงควรกำหนดปริมาณชา น้ำ อุณหภูมิ เวลาสกัด นม ความหวาน และน้ำแข็งให้เท่ากัน จากนั้นค่อยปรับสูตรรอบสองเพื่อหาจุดที่แต่ละชาอร่อยที่สุด วิธีนี้ทำให้เห็นทั้งรสชาติของชา และต้นทุนที่ต้องใช้จริงกันเลย
  • ลองชิมแบบไม่บอกยี่ห้อ ถ้ามีทีมงาน ลองรินชาใส่แก้ว A กับ B โดยไม่บอกว่าแก้วไหนเป็นตัวเดิมหรือของซัพพลายเออร์ใหม่ ให้ทีมลองดูว่าตัวไหนหอมกว่า เข้มข้นกว่า กลมกล่อมกว่า สีสวยกว่า หรือเข้ากับนมได้ดีกว่า วิธีนี้ช่วยลดการลำเอียงได้ดี เพราะบางครั้งเราเห็นราคาหรือชื่อสินค้าแล้วรู้สึกไปก่อนว่า “ตัวแพงน่าจะอร่อยกว่า” แต่พอปิดชื่อแล้ว อาจได้คำตอบคนละเรื่องเลยทีเดียว
  • อย่าชิมแค่ตอนชงเสร็จใหม่ ๆ โดยเฉพาะร้านที่ขายเดลิเวอรี่ ชาเย็นที่เพิ่งชงเสร็จอาจหอม เข้มข้น และอร่อยมาก แต่ผ่านไป 15–30 นาทีเมื่อน้ำแข็งละลาย รสอาจอ่อนลงเยอะ ลองชิมตอนทำเสร็จใหม่ ๆ หนึ่งครั้ง และหลังทิ้งไว้สักพักอีกครั้ง ชาแบบไหนยังรักษารสได้ดี จะเหมาะกับร้านเดลิเวอรี่มากกว่านั่นเอง
  • เก็บข้อมูลทุกล็อต ตรงนี้อาจดูจริงจัง แต่ทำง่ายมาก ใช้ Google Sheet หรือสมุดเล่มเดียวก็พอ จดวันที่ เลขล็อต ปริมาณชา เวลา น้ำที่ใช้ สี กลิ่น และคะแนนชิม พอล็อตใหม่มาถึงก็เทียบได้เลย จากคำว่า “รู้สึกเหมือนมันไม่หอม” จะกลายเป็นข้อมูลว่า “สูตรเดิม 14 กรัม แต่คะแนนกลิ่นลดจาก 4.5 เหลือ 3” คุยกับซัพพลายเออร์ชาง่ายขึ้นเยอะเลย

อันนี้สำคัญมาก เพราะการหาซัพพลายเออร์ใหม่ไม่ได้จบตอนเจอชาที่อร่อย ยังต้องทำให้การเปลี่ยนผ่านลื่นที่สุดด้วย

วิธีเลือกซัพพลายเออร์ชา เมื่อรสชาติเดิมไม่ตอบโจทย์และต้องการพัฒนาสูตรใหม่
  • อย่าเพิ่งหยุดซื้อเจ้าเดิมทันที : ถ้ายังไม่มีปัญหาด้านความปลอดภัยที่ต้องหยุดใช้ทันที ควรมีช่วงที่ใช้ซัพพลายเออร์ชาเก่าและใหม่ร่วมกัน จะได้มีชาเดิมไว้เป็นตัวเทียบ และไม่ต้องรีบรับล็อตใหม่เพราะของกำลังหมด
  • เก็บ “รสชาติอ้างอิง” ของร้านไว้ : ก่อนเปลี่ยน ควรจดสูตรเดิมให้ละเอียด เช่น ใช้ชาเท่าไร สกัดได้กี่มิลลิลิตร นมเท่าไร หวานระดับไหน สีประมาณไหน และกลิ่นที่ต้องการเป็นแบบไหน ถ้ามีสูตรนี้อยู่ เวลาเอาชาใหม่มาเทสต์จะชัดมากว่าต้องปรับตรงไหน
  • อย่าบังคับว่าชาใหม่ต้องใช้สูตรเดิมเป๊ะ : นี่เป็นจุดที่หลายร้านพลาด ชาแต่ละตัวไม่จำเป็นต้องใช้ 14 กรัมเท่ากันหมด เพราะโครงสร้างใบชา การคั่ว และความเข้มข้นต่างกัน ถ้าชาใหม่ใช้ 12 กรัมแล้วหอม กลมกล่อม สีสวย และได้รสใกล้เคียงเดิมกว่า การลดปริมาณก็ไม่ใช่เรื่องผิด เรากำลังตามหา รสชาติในแก้ว ไม่ได้แข่งกันว่าใครใช้จำนวนกรัมเหมือนเดิมที่สุด
  • ถ้ามีหลายสาขา ทดลองทีละสาขาก่อน : ร้านที่มีหลายสาขาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพร้อมกันหมดในวันเดียว ลองหนึ่งสาขาก่อน ดูรีวิวลูกค้า ดูว่าพนักงานชงง่ายไหม สูตรนิ่งไหม และต้นทุนจริงเป็นอย่างไร ถ้าผลดีค่อยขยายวิธีนี้ลดความเสี่ยงได้เยอะมาก ๆ เลยทีเดียว

ควรมีซัพพลายเออร์ชากี่เจ้า? ร้านเล็กไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีไว้ห้าเจ้า เพราะจะกลายเป็นจัดการยากเกินไป ส่วนใหญ่มีซัพพลายเออร์หลักที่ไว้ใจได้ 1 ราย แล้วมีซัพพลายเออร์สำรองที่เคยเทสต์ไว้แล้ว จะจัดการง่ายกว่า ประเด็นสำคัญคือ ซัพพลายเออร์สำรองต้องเคยลองมาก่อนนะ อย่ารอให้ของหลักหมดแล้วเปิด Google หาชาใหม่ วันนั้นคุณจะไม่มีเวลาทดสอบว่าชงแล้วหอมไหม เข้มข้นพอไหม สีสวยหรือเปล่า และเข้ากับสูตรนมหรือไม่ ชานกฮูกขอฝากคำถามง่าย ๆ ไว้ว่า “ถ้าชาตัวขายดีของร้านสั่งไม่ได้ 14 วัน เราจะยังขายเมนูเดิมต่อได้ไหม?” ถ้าคำตอบคือ ไม่ได้เลย ถึงเวลาทำแผนสำรองแล้วอย่างแน่นอน

พอธุรกิจขยับจากซื้อชาไปชง เป็นการทำชาภายใต้แบรนด์ตัวเอง การเลือกซัพพลายเออร์จะละเอียดขึ้นอีกนิด เพราะเราไม่ได้ซื้อแค่ชาแล้ว แต่กำลังฝากชื่อแบรนด์ไว้กับโรงงานด้วย

  • พัฒนาสูตรให้เราได้จริงไหม? โรงงานบางแห่งมีสินค้าให้เลือกแล้วนำมาติดแบรนด์ได้ ซึ่งเหมาะกับคนที่อยากเริ่มง่าย ๆ แต่ถ้าอยากได้กลิ่นและรสเฉพาะ เช่น อยากให้ชาไทยหอมคั่วมากขึ้น เข้มข้นขึ้น แต่ฝาดน้อย หรืออยากให้ชาเขียวเข้ากับนมแล้วสีสวย โรงงานควรสามารถช่วยพัฒนาสูตรได้ เวลาคุยอย่าบอกแค่ว่า “อยากได้ชาอร่อย” ลองบอกให้ละเอียดว่า ร้านขายแก้วละเท่าไร ใช้นมอะไร อยากได้โทนหอมแบบไหน ต้องการเข้มข้นระดับไหน และกลุ่มลูกค้าชอบรสประมาณใด รายละเอียดพวกนี้ช่วยให้โรงงานทำตัวอย่างตรงใจขึ้นเยอะเลย
  • ขั้นต่ำการผลิตเหมาะกับยอดขายไหม? ราคาต่อกิโลอาจถูกมากเมื่อสั่งเยอะ แต่ถ้าซื้อมาแล้วขายหนึ่งปีไม่หมด ก็ไม่คุ้ม ต้องดูทั้ง ขั้นต่ำการผลิต เงินทุนที่ต้องจม และความเร็วในการหมุนสต็อก ธุรกิจเล็กควรเริ่มจากปริมาณที่บริหารไหวก่อน แล้วค่อยเพิ่มเมื่อยอดนิ่ง จะสบายใจกว่าอย่างแน่นอน
  • สูตรเฉพาะเป็นอย่างไร? ถ้าโรงงานช่วยพัฒนาสูตรขึ้นมาใหม่ ควรถามตั้งแต่ต้นว่าสูตรมีเงื่อนไขอย่างไร สามารถปรับภายหลังได้ไหม และต้องสั่งขั้นต่ำเท่าไรต่อรอบ ถามตั้งแต่ยังคุยกันง่าย ดีกว่าไปถามตอนผลิตล็อตแรกเสร็จแล้ว

สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจาก OEM หรือ ODM แบบไหนดี ลองเริ่มง่าย ๆ ด้วยการบอกทีมโรงงานก่อนว่า ร้านขายเมนูอะไร ต้องการกลิ่นแบบไหน ชอบชาหอมคั่วหรือหอมนุ่ม อยากได้รสเข้มข้นแค่ไหน และมีต้นทุนต่อแก้วประมาณเท่าไร ทาง Bluemocha ชานกฮูก มีทั้งบริการเลือกสูตรชาที่มีอยู่แล้วสำหรับนำไปต่อยอดแบรนด์ และบริการพัฒนาสูตรใหม่ตามความต้องการของธุรกิจ จึงเหมาะทั้งร้านที่อยากเริ่มทำแบรนด์แบบง่าย ๆ และร้านที่มีชาอยู่แล้ว ถ้ายังไม่รู้ว่าร้านตัวเองเหมาะกับแบบไหน สามารถ สอบถามทีม OEM&ODM เพื่อช่วยประเมินเบื้องต้นก่อนได้เลย

ก่อนจบบทความ มีเทคนิคเล็ก ๆ ที่อยากฝากไว้ เวลาร้านได้ชาใหม่ หลายคนจะลองเปลี่ยนพร้อมกันหมด ทั้งปริมาณชา เวลาสกัด นม น้ำตาล และสูตรหวาน พอชิมออกมาอร่อยขึ้นหรือแย่ลง เราจะไม่รู้เลยว่าเกิดจากอะไร วิธีที่ง่ายกว่าคือ เปลี่ยนทีละตัวอย่าง เริ่มจากใช้สูตรเดิมทุกอย่าง เปลี่ยนเฉพาะชา

  • ถ้ารสอ่อน ค่อยปรับปริมาณชา
  • ถ้าฝาด ค่อยปรับเวลา
  • ถ้ากลิ่นดีแต่โดนนมกลบ ค่อยปรับสัดส่วนนม

ทำแบบนี้จะหาสูตรที่หอม เข้มข้น กลมกล่อม สีสวย และอร่อยได้เร็วกว่าการลองแบบสุ่ม ๆ เยอะเลยทีเดียว

สำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังเทียบซัพพลายเออร์อยู่ Bluemocha มีทั้งชาไทย ชาเขียว ชาไต้หวัน มัทฉะ ชาผลไม้ ชาดอกไม้ โกโก้ และวัตถุดิบเครื่องดื่มหลายแบบให้เลือก จึงเหมาะกับร้านที่อยากลองชาหลายรสชาติก่อนเลือกตัวที่เข้ากับเมนูของตัวเอง บางร้านอาจอยากได้ชาไทยแบบหอม เข้มข้น สีสวย ชงใส่นมแล้วรสไม่หาย ขณะที่บางร้านต้องการชาเขียวกลิ่นธรรมชาติ ไม่มีกลิ่นมะลิ หรือกำลังมองหาชาไต้หวันสำหรับชานมไข่มุก ก็สามารถเลือกทดสอบตามแนวเมนูได้

Bluemocha ซัพพลายเออร์ชาสำหรับร้านที่ต้องการพัฒนาสูตรและผลิต OEM ODM

ถ้าร้านเริ่มโตและต้องการทำแบรนด์ Bluemocha ยังมีบริการ OEM และ ODM สำหรับผู้ที่อยากใช้สูตรเดิมของโรงงานหรือพัฒนาสูตรขึ้นมาใหม่ โดยปัจจุบันข้อมูลบริการระบุว่า OEM เริ่มต้นที่ 51 กิโลกรัม และ ODM เริ่มต้นที่ 60 กิโลกรัม ทั้งนี้ควรสอบถามเงื่อนไขล่าสุดกับทีมงานอีกครั้งก่อนสั่งผลิต

โรงงานมีมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหาร เช่น GHPs, HACCP, ISO 22000, อย. และ HALAL รวมถึงรองรับการพัฒนาสูตรและงานส่งออก เหมาะกับธุรกิจที่กำลังมองซัพพลายเออร์ชาสำหรับไปต่อในระยะยาว ไม่ใช่ซื้อชาแค่รอบเดียวแล้วจบ อย่าลืมขอตัวอย่างไปลองกับสูตรจริงก่อน เพราะชาอร่อยที่สุด ไม่ได้แปลว่าจะเหมาะกับร้านเราที่สุดเสมอไปนั่นเอง

ก่อนสั่งล็อตใหญ่ ลองตอบ 10 ข้อนี้ให้ได้ก่อน

  1. เคยนำชามาชงกับสูตรจริงของร้านแล้ว
  2. เคยเทียบคุณภาพมากกว่าหนึ่งล็อต หรือมีแผนติดตามคุณภาพล็อตต่อไป
  3. รู้ต้นทุนชาเป็นบาทต่อแก้ว
  4. สินค้ามีข้อมูลล็อตหรือข้อมูลที่ตรวจสอบได้
  5. เอกสารที่ร้านจำเป็นต้องใช้มีครบ
  6. รู้ว่าสินค้าปกติใช้เวลาจัดส่งหรือผลิตกี่วัน
  7. รู้ว่าหากสินค้ามีปัญหาต้องติดต่อใคร
  8. Supplier รองรับยอดที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้
  9. เงื่อนไข MOQ ราคา และการชำระเงินชัดเจน
  10. มีแผนสำรองหากวัตถุดิบหลักขาด

ถ้าตอบ “ยังไม่รู้” หลายข้อ อย่าเพิ่งรีบสั่งเยอะเพียงเพราะได้ราคาพิเศษ ลองเคลียร์ข้อมูลเหล่านี้ก่อนจะช่วยให้ซื้อได้สบายใจกว่ามาก

สุดท้ายแล้ว วิธีเลือกซัพพลายเออร์ชา ที่ดี ไม่ได้หมายถึงการตามหาเจ้าที่ราคาถูกที่สุด แต่คือการหาคนที่ทำให้ร้านใช้วัตถุดิบได้อย่างสบายใจ ชาหอม เข้มข้น กลมกล่อม สีสวย ชงง่าย และมีคุณภาพดีใกล้เคียงกันในแต่ละล็อต ถ้าซัพพลายเออร์ปัจจุบันเริ่มมีปัญหาของขาดบ่อย ชาล็อตใหม่ต้องปรับสูตรตลอด ติดต่อยาก หรือร้านโตจนระบบเดิมรองรับไม่ไหว ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดปัญหาใหญ่ก่อนค่อยหาเจ้าใหม่

เริ่มจากขอตัวอย่าง เทสต์กับสูตรจริง คำนวณต้นทุนต่อแก้ว และค่อย ๆ เปลี่ยนแบบมีช่วงทดลอง จะลดความเสี่ยงได้มากกว่าการเปลี่ยนทันทีอย่างแน่นอน สำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังหาชาตัวใหม่ สามารถเข้าไปดู สินค้าชาของ Bluemocha เพื่อเทียบทั้งชาไทย ชาเขียว ชาไต้หวัน มัทฉะ และชาชนิดอื่น ๆ ก่อนเลือกตัวที่เข้ากับเมนูของร้านได้ ส่วนใครที่ร้านเริ่มโต อยากทำสูตรเฉพาะหรือทำชาภายใต้ชื่อแบรนด์ตัวเอง ก็ลองอ่านรายละเอียด บริการรับผลิตชา OEM & ODM ของ Bluemocha เพิ่มเติมได้เลย จะได้วางแผนตั้งแต่การเลือกสูตร ทดลองตัวอย่าง ไปจนถึงการผลิตจริงแบบครบ ๆ กันเลย

1. วิธีเลือกซัพพลายเออร์ชา ควรดูเรื่องไหนเป็นอันดับแรก?

ตอบ : ให้เริ่มจากคุณภาพและความสม่ำเสมอของชาก่อน ชาต้องหอม เข้มข้น สีสวย และเข้ากับสูตรจริงของร้าน จากนั้นจึงดูต้นทุนต่อแก้ว สต็อก เอกสาร การจัดส่ง และบริการหลังการขายควบคู่กันไป ราคาถูกอย่างเดียวไม่พอ ถ้าชงแล้วต้องเพิ่มชาเยอะขึ้นหรือรสชาติแต่ละล็อตไม่นิ่ง สุดท้ายอาจไม่ได้ประหยัดเลย

2. ควรทดลองกี่ล็อตก่อนเปลี่ยนซัพพลายเออร์ชา?

ตอบ : ถ้ามีเวลาและรอบการสั่งเอื้อ ควรดูมากกว่าหนึ่งล็อต เพราะล็อตแรกช่วยบอกได้ว่าชาตัวนั้นอร่อยไหม แต่ยังบอกไม่ได้ว่าคุณภาพจะนิ่งในระยะยาวหรือเปล่า ร้านที่ใช้ปริมาณมากยิ่งควรมีการจดผลเทสต์แต่ละล็อตเอาไว้ จะเปรียบเทียบได้ง่ายมาก ๆ

3. ถ้าซัพพลายเออร์ขึ้นราคา ควรเปลี่ยนเลยไหม?

ตอบ : ยังไม่ควรดูราคาอย่างเดียว ลองคำนวณต้นทุนต่อแก้วใหม่ก่อน หากขึ้นราคาเล็กน้อยแต่ชาเข้มข้น ใช้น้อย ชงง่าย ของเสียน้อย และคุณภาพดีสม่ำเสมอ อาจยังคุ้มกว่าชาที่ราคาถูกกว่าแต่ต้องใช้ปริมาณเยอะ

4. ชาล็อตใหม่รสชาติไม่เหมือนเดิม ต้องทำอย่างไร?

ตอบ : อย่าเพิ่งเพิ่มหรือลดสูตรแบบเดาสุ่ม ลองเอาล็อตเดิมกับล็อตใหม่มาชงด้วยปริมาณ น้ำ อุณหภูมิ และเวลาเท่ากัน แล้วเทียบสี กลิ่น และรส ถ้าพบความแตกต่างชัด ค่อยส่งเลขล็อตและข้อมูลการชงให้ supplier ตรวจสอบ จะหาสาเหตุได้ง่ายกว่าอย่างแน่นอน

5. เปลี่ยนซัพพลายเออร์ชาแล้วลูกค้าจะรู้ไหม?

ตอบ : มีโอกาสรู้ ถ้ารสชาติชาต่างจากเดิมมาก วิธีลดปัญหาคือเทสต์ก่อน เปรียบเทียบชาเดิมกับชาใหม่ แล้วปรับสูตรให้ได้รสใกล้เคียงกันมากที่สุดก่อนนำไปขายจริง ร้านหลายสาขาอาจเริ่มทดลองหนึ่งสาขาก่อนก็ได้

6. ควรมีซัพพลายเออร์สำรองไหม?

ตอบ : ถ้าชาตัวนั้นเป็นวัตถุดิบหลักที่ร้านขาดไม่ได้ ควรมีอย่างน้อยหนึ่งตัวเลือกสำรองที่เคยผ่านการลองแล้ว ไม่จำเป็นต้องสั่งสองเจ้าพร้อมกันตลอด แต่ควรรู้ว่าเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วจะซื้อที่ไหน และต้องใช้สูตรชงแบบไหนนั่นเอง

7. ซัพพลายเออร์ชากับโรงงาน OEM ต่างกันอย่างไร?

ตอบ : ซัพพลายเออร์ทั่วไปอาจเน้นจำหน่ายสินค้าที่มีสูตรสำเร็จอยู่แล้ว ส่วนโรงงาน OEM&ODM สามารถรองรับการติดแบรนด์หรือพัฒนาสูตรเฉพาะเพิ่มเติมได้ ร้านที่มีแผนทำแฟรนไชส์หรือสร้างแบรนด์ชาในอนาคต จึงควรดูความสามารถด้าน OEM&ODM ตั้งแต่ตอนเลือกซัพพลายเออร์ด้วย

ถ้ากำลังหาชาตัวใหม่ อยากเทียบกับวัตถุดิบที่ร้านใช้อยู่ หรืออยากรู้ว่าร้านของเราควรเริ่มทำ OEM&ODM แล้วหรือยัง สามารถทักทีม Bluemocha ชานกฮูก แล้วเล่าโจทย์ของร้านให้ฟังก่อนได้เลย บอกง่าย ๆ ว่าขายเมนูอะไร อยากได้ชาหอมแบบไหน ต้องการความเข้มข้นประมาณใด ใช้กับนมหรือเมนูใส และมีต้นทุนต่อแก้วเป้าหมายเท่าไร ทีมงานจะช่วยแนะนำตัวเลือกที่เหมาะสำหรับนำไปทดลอง หรือถ้าต้องการสร้างสูตรเฉพาะแบรนด์ ก็สามารถสอบถามรายละเอียดบริการ OEM&ODM เพิ่มเติม LINE : @bluemochacoffee ได้เช่นกัน

เปลี่ยนซัพพลายเออร์ชาอย่างไรให้รสชาติร้านยังคงเดิม

ชานกฮูกยังย้ำเหมือนเดิมว่า ชาที่เหมาะกับร้านที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นตัวที่แพงที่สุด แต่ควรเป็นตัวที่ ชงง่าย หอม เข้มข้น กลมกล่อม คุณภาพดี และทำรสชาติเดิมซ้ำได้ทุกวัน นั่นเอง

Similar Posts