วิธีคิดค่าคอมมิชชั่น

วิธีคิดค่าคอมมิชชั่น สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วม GrabMerchant

วิธีคิดค่าคอมมิชชั่น เป็นสิ่งที่ร้านค้าต่าง ๆ ควรจะทำการศึกษาให้เข้าใจเพื่อประโยชน์สำหรับร้านค้าเอง โดยเฉพาะร้านค้าที่ต้องการเข้าไปเป็นพาร์ทเนอร์ในบริการ Food Delivery ต่าง ๆ ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจ หรือไม่รู้จักค่าคอมมิชชั่น

วันนี้ทาง bluemocha  เราจึงมี วิธีคิดค่าคอมมิชชั่น สำหรับร้านที่เข้าร่วม GrabMerchant มาแบ่งปันกัน พร้อมแล้ว ลองมาเรียนรู้ และศึกษาไปพร้อมกันได้เลย โดยพาร์ทเนอร์ร้านค้าจะต้องตกลงแบ่งส่วนแบ่งรายได้ (ก่อนการหักภาษีที่เกี่ยวข้อง) ของรายได้ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และหรือ/ของหวานที่ร้านค้าได้รับทั้งหมดจากคำสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Grab คิดเป็นจำนวนเงินที่ขายได้ทั้งหมด หักค่าบริการ และหักภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%

Advertisements

ตัวอย่าง วิธีคิดค่าคอมมิชชั่น และการคำนวณรายได้

ร้านกาแฟ มียอดขายผ่าน Grab  1,500 บาท โดยมีค่าคอมมิชชัน 30% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
ค่าคอมมิชชันคิดเป็น = (1,500 x 30%) = 450 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่ม = 7% ของค่าบริการ = (450 x 7%) = 31.5 บาท
คิดเป็นค่าบริการรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม = (1,500 x 30%) + (450 x 7%) = 450 + 31.5 = 481.5 บาท
ดังนั้น ยอดขายออเดอร์นี้ที่ร้าน A จะได้รับจาก Grab คิดเป็น 1,500 – 481.5 = 1,018.5 บาท
หมายเหตุ : การคำนวณอาจมีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากสูตรการคำนวณและผลต่างจากการปัดเศษทศนิยมในระบบ

นอกจากนี้ทาง GrabMerchant ยังมีโปรโมชั่นสำหรับร้านค้าโดยตรง เพื่อเป็นการสนับสนุนร้านค้าต่าง ๆ ให้มียอดขายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งโปรโมชั่นที่ทาง Grab ได้กำหนดมานั้นเพื่อเป็นการสร้างโปรโมชัน ที่สามารถกำหนดส่วนลดโปรโมชันร้านค้าของคุณให้กับลูกค้าได้ ยังช่วยกระตุ้นยอดขาย และเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้ออาหารจากร้านคุณได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

วิธีคิดค่าคอมมิชชั่น

4 รูปแบบโปรโมชั่น ของ GrabMerchant

1. โปรโมชันแบบเปอร์เซ็นต์ส่วนลด
2. โปรโมชันแบบระบุราคาเจาะจง
3. โปรโมชันแบบเมนูแถมฟรี
4. โปรโมชั่นแบบส่วนลดค่าจัดส่ง 

ซึ่งในแต่ละรูปแบบโปรโมชั่นนั้น ล้วนเป็นแคมเปญส่งเสริมการขายของทาง Grab ที่ง่ายที่สุด เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านของคุณ โดยโปรโมชันจะถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาในการคิดและสร้างโปรโมชันด้วยตัวคุณเอง พร้อมแล้วเรามาดู วิธีคิดค่าคอมมิชชั่น สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมทำโปรโมชันเพิ่มยอดขายกันได้เลย 

1. ส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์ คือ การระบุส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น เมนูคาปูชิโน่ลด 20% เมนูมัทฉะลาเต้ลด 30% เป็นต้น
ตัวอย่าง ร้านกาแฟ มียอดขายผ่าน Grab 3,000 บาท โดยขายเมนูกาแฟได้  1,800 บาท และเมนูชา  1,200 บาท จัดโปรโมชัน จัดโปรโมชั่นเมนูกาแฟลด 20% โดยมีค่าคอมมิชชัน 30% ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
วิธีคิด : ราคาส่วนลดเมนูโปรโมชัน = 1,800 x 20% = 360 บาท
ค่าคอมมิชันจากเมนูโปรโมชัน = (1,800-360) x 30% = 432 บาท
ค่าคอมมิชชันจากเมนูราคาปกติ =1,200 x 30% = 360 บาท
สรุปค่าคอมมิชชันทั้งหมด 360 + 432 = 792 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่ม = 7% ของค่าบริการ = 276 x 7% = 55.44 บาท
คิดเป็นค่าบริการรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม = 792 + 55.44 = 847.44 บาท
ดังนั้น ยอดขายออเดอร์นี้ที่ร้านกาแฟ จะได้รับจาก Grab คิดเป็น 3,000 – 792 – 55.44 = 2152.56 บาท

2. ส่วนลดเป็นราคาแบบเจาะจง คือ การระบุส่วนลดเป็นราคาเฉพาะเจาะจง เช่น ลาเต้ลด 10 บาท ชานมไข่มุกลด 10 บาท เป็นต้น
ตัวอย่าง ร้านชาไข่มุก มียอดขายผ่าน Grab เป็น 1,000 บาท โดยขายชานมไข่มุกแก้วละ 60 บาท จำนวน 10 แก้ว และชาไทยแก้วละ 40 บาท จำนวน 10 แก้ว จัดโปรโมชันลดราคาชานมไข่มุกแก้วละ 10 บาท โดยมีค่าคอมมิชชัน 30% ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
วิธีคิด : ราคาส่วนลดเมนูโปรโมชัน = (60 บาท – ส่วนลด 10 บาท/แก้ว) x 10 ชุด = 50 x 10 = 500 บาท
ค่าคอมมิชชันจากเมนูโปรโมชัน = 500 x 30% = 150 บาท
ค่าคอมมิชชันจากเมนูราคาปกติ = 400 x 30% = 120 บาท
สรุปค่าคอมมิชชันทั้งหมด 150 + 120 = 270 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่ม = 7% ของค่าบริการ = 270 x 7% = 18.90 บาท
คิดเป็นค่าบริการรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม = 270 + 18.90 = 288.90 บาท
ดังนั้น ยอดขายออเดอร์นี้ที่ร้านชาไข่มุก จะได้รับจาก Grab คิดเป็น 1000 – 100 – 288.9 = 611.10 บาท

Advertisements

3. เมนูแถมฟรี คือ เลือกเมนูแถมฟรีให้ลูกค้าเมื่อซื้อครบตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น ฟรีชามะลิมูลค่า 40 บาท เมื่อสั่งซื้อขั้นต่ำ 200 บาท เป็นต้น
ตัวอย่าง ร้านกาแฟมียอดขาย 300 บาท จัดโปรโมชัน ซื้อขั้นต่ำ 250 บาท แถมฟรีชาไทยมูลค่า 50 บาท โดยมีค่าคอมมิชชัน 30% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
วิธีคิด:
ค่าคอมมิชชันคิดเป็น = 300 x 30% = 90 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่ม = 7% ของค่าบริการ = 90 x 7% = 6.30 บาท
คิดเป็นค่าบริการรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม = 90 + 6.30 = 96.30 บาท
ดังนั้น ยอดขายออเดอร์นี้ที่ร้านกาแฟจะได้รับจาก Grab คิดเป็น 350 – 50 – 96.30 = 203.70 บาท

4. ส่วนลดการจัดส่ง คือ ให้ส่วนลดค่าจัดส่งแก่ลูกค้าเมื่อซื้อครบตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น ลดค่าจัดส่ง 20 บาท เมื่อสั่งซื้อขั้นต่ำ 250 บาท เป็นต้น
ตัวอย่าง ร้านกาแฟ มียอดขาย 800 บาท จัดโปรโมชัน ลดค่าส่ง 20 บาท เมื่อสั่งซื้อขั้นต่ำ 250 บาท โดยมีค่าคอมมิชชัน 30% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
วิธีคิด : ค่าคอมมิชชันคิดเป็น = 800 x 30% = 240 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่ม = 7% ของค่าบริการ = 750 x 7% = 16.8 บาท
คิดเป็นค่าบริการรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม = 240 + 16.8 = 256.8 บาท
ดังนั้น ยอดขายออเดอร์นี้ที่ร้าน A จะได้รับจาก Grab คิดเป็น 800 – 256.8 – 20 = 523.2 บาท

***หมายเหตุ***

  • การคำนวณอาจมีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากสูตรการคำนวณและผลต่างจากการปัดเศษทศนิยมในระบบ
  • ร้านค้าเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับการทำโปรโมชันของตนเอง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการทำโปรโมชันของร้านค้า ดังนั้นควรให้บุคคลที่มีอำนาจต่อการตัดสินใจเป็นผู้กำหนดหรือเปลี่ยนแปลงการใช้ฟีเจอร์โปรโมชัน ค่าคอมมิชชันจะถูกคำนวณหลังจากหักส่วนลดโปรโมชันแล้ว ยกเว้นโปรโมชันแบบส่วนลดค่าจัดส่งจะไม่ถูกคิดค่าคอมมิชชัน
  • ค่าคอมมิชชันจะถูกคำนวณหลังจากหักส่วนลดโปรโมชั่นแล้ว ยกเว้นโปรโมชันแบบส่วนลดค่าจัดส่งจะไม่ถูกคิดค่าคอมมิชชัน 

สำหรับการจัดทำโปรโมชั่นทั้งหมดนั้น ร้านค้าสามารถสร้างโปรโมชันได้นานสูงสุด 60 วัน นับตั้งแต่วันเริ่มโปรโมชั่น และสำหรับรูปแบบโปรโมชั่นที่ทำได้ร่วมกันได้นานคือ ร้านค้าสามารถทำโปรโมชั่นลดเฉพาะเมนู (รายการแยกย่อย) พร้อมกับจัดโปรโมชั่นลดทั้งคำสั่งซื้อได้ เช่น ทำโปรโมชั่นเมนูกาแฟ ลด 30% และจัดโปรโมชันลดทั้งคำสั่งซื้อของลูกค้าอีก 50 บาท เมื่อสั่งซื้อครบ 300 บาท เป็นต้น แต่รูปแบบโปรโมชั่นที่ทำไม่ได้ก็คือ ร้านค้าจะไม่สามารถทำโปรโมชั่นแบบลดเฉพาะเมนู (รายการแยกย่อย) พร้อมกับจัดโปรโมชั่นเมนูแถมฟรีของเมนูนั้นได้ เช่น ทำโปรโมชั่นเมนูกาแฟลด 30% และจัดโปรโมชั่นเมนูกาแฟแถมฟรีชามะนาว 1 แก้ว เป็นต้น

แม้ว่าการทำโปรโมชั่นต่าง ๆ จะช่วยทำให้ฐานลูกค้าคนเดิมยังอยู่ แต่การดึงดูดลูกค้าคนใหม่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้นร้านค้าไหนที่อยากจะดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน และอยากกำหนดสิทธิ์เฉพาะลูกค้าใหม่ก็สามารถทำได้ ซึ่งโปรโมชั่นนั้นจะถูกกำหนดให้เห็นเฉพาะลูกค้าที่ไม่เคยสั่งซื้ออาหารจากร้านอาหารของสาขานี้ มาเป็นระยะเวลา 90 วันนั่นเอง  

ซึ่งนอกจากการทำโปรโมชั่นต่าง ๆ นี้ราคาขั้นต่ำของคำสั่งซื้อควรเป็น 2 เท่าของราคาอาหารที่ทำโปรโมชั่น เพื่อประโยชน์ของร้านค้าเอง โดยทาง GRAB จะทำการแจ้งเตือนราคาขั้นต่ำที่ควรตั้งค่า โดยอัตโนมัติ ซึ่งทางร้านจะต้องคำนวณราคาให้ดีก่อนทุกครั้ง แต่สุดท้ายการเปิดร้านเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ร้านชาไข่มุก สิ่งที่สำคัญคือการชูรสชาติของเครื่องดื่มให้อร่อย กลมกล่อม มีความเข้มข้น เพราะรสชาติของเครื่องดื่มนี่แหละจะทำให้ร้านสามารถดึงดูดลูกค้าให้กลับมาซื้อได้อย่างต่อเนื่อง มากกว่าการทำโปรโมชั่น การสร้างจุดขายอื่น ๆ 

ฉะนั้นแล้วสำหรับใครที่คิดว่ากำลังจะเปิดร้านใหม่ หรือเปิดร้านอยู่แล้ว และต้องการให้เครื่องดื่มมีรสชาติที่ดี ก็ต้องรู้จักเลือกใช้ส่วนผสมหลักอย่างใบชาที่มีคุณภาพ ให้กลิ่นหอม ชงแล้วไม่ให้รสฝาด สำหรับใครที่ต้องการใบชาอย่างดี แนะนำให้เลือกใช้ใบชาจากโรงคั่วชา bluemocha เพราะผ่านกรรมวิธีการคั่วแบบเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร แถมยังมีใบชาให้เลือกมากมายกว่า 30 รายการ สามารถที่จะนำไปทำเป็นเมนูเครื่องดื่มได้อย่างหลากหลาย ส่วนใครที่อยากจะได้สูตรชงเครื่องดื่มอร่อย ๆ ก็ดูได้ที่หน้าสูตรชงเลย รวมไปถึงเรายังมีบทความเทคนิคอื่น ๆ  อีกมากมาย ดูแล้วนำไปปรับใช้กับร้านของคุณได้เลย  

สินค้าอื่นๆ

Similar Posts