วิธีการชงกาแฟ

13 วิธีการชงกาแฟ วิธีชงกาแฟแบบต่าง ๆ ชงกาแฟแบบไหนอร่อยสุด 

วิธีการชงกาแฟ วิธีชงกาแฟแบบต่าง ๆ วิธีชงกาแฟมีแบบไหนบ้าง เจ้าของร้านกาแฟ คนรักกาแฟ ไม่ควรมองข้าม เพราะในแต่ละวิธีการชงนั้น ก็จะมีขั้นตอนการทำ ใช้อุปกรณ์ที่ต่างกัน และที่สำคัญจะให้กลิ่นหอม รสชาติของกาแฟที่ต่างกันออกไปนั่นเอง 

โดยทั่วไปแล้วร้านกาแฟก็จะใช้วิธีการชงที่ร้านส่วนใหญ่นิยมทำกัน อย่างการใช้เครื่องชงกาแฟ ถุงกรอง หม้อต้มโมก้าพอท แต่ในยุคปัจจุบันนี้เพื่อเพิ่มความแปลกใหม่ ดึงดูดความสนใจของลูกค้า ก็จะมีการชงกาแฟอย่างการสกัดเย็น การดริป การใช้เฟรนช์เพรส มากยิ่งขึ้น สามารถพบเห็นได้ตามร้านกาแฟสโลว์ไลฟ์ หรือคาเฟ่ที่มีบาร์รองรับ ลูกค้าเองก็จะเห็นถึงวิธีการทำ ในวันนี้ bluemocha เราจึงมี 13 วิธีการชงกาแฟ วิธีชงกาแฟแบบต่าง ๆ มาแบ่งปันกัน ว่าจริง ๆ แล้ว กาแฟสามารถชงหรือสกัดแบบไหนได้บ้าง แล้วแต่ละวิธีคืออะไร พร้อมแล้วลองมาดูกันเลย 

อ่านเพิ่มเติม

13 วิธีการชงกาแฟ

1.กาแฟโบราณ (Traditional Coffee) 

วิธีการชงกาแฟ

การชงแบบโบราณเป็นวิธีที่ง่ายมาก ๆ และพบเห็นกันได้ทั่วไปตามร้านค้าในตลาด หรือแม้แต้ร้านขายชากาแฟโบราณแบบรถเข็น โดยอุปกรณ์หลัก ๆ ที่ใช้ก็จะเป็น “ถุงกรอง”  และเหยือกสแตนเลส ซึ่งจะชงกาแฟโดยกรองผ่านถุงกรอง แล้วรองด้วยเหยือกสเตนเลส เพียงแค่เทน้ำร้อนผ่านถุงกรอง แล้วชักชาสลับไปมา 4-5 รอบ ก็จะได้ความเข้มข้นของชากาแฟ
จริง ๆ แล้ววิธีนี้สามารถชงได้ทั้งชากาแฟ  แต่ควรแยกถุงกรองออกจากกัน เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นของเครื่องดื่มผิดเพี้ยน 

2. ดริป (Drip)

วิธีการชงกาแฟ

“ดริปกาแฟ” วิธีการชงกาแฟที่เหล่าบรรดาร้านกาแฟสโลว์ไลฟ์นิยมชงขายกันอย่างมาก ซึ่งจะเป็นการชงกาแฟผ่านกระดาษกรอง โดยส่วนใหญ่จะใช้น้ำร้อนอยู่ที่ 92-94 องศาเซลเซียส เทวนเป็นวงกลมก้นหอย  แล้วรอให้น้ำกาแฟหยดลงในภาชนะที่รองรับด้านล่าง  ส่วนการเทน้ำร้อนนั้นอาจขึ้นอยู่กับเทคนิค ความเร็วในการเทที่ต่างกันออกไป

3. เอสเพรสโซ (Espresso)

เครื่องชงกาแฟที่พบเห็นกันเกือบทุกร้านกาแฟ คาเฟ่ต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า Espresso Machine จะเป็นการสกัดกาแฟในการใช้แรงอัดไอน้ำ โดยที่น้ำร้อนจะไหลผ่านผงกาแฟอย่างทั่วถึง เป็นการชงที่ใช้น้ำน้อยที่สุด ใช้เวลาเร็วที่สุด และจะได้รสชาติของกาแฟที่เข้มข้น มีกลิ่นหอม นับว่าเป็นวิธีชงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดด้วยเช่นกัน  

สำหรับเครื่องชงกาแฟนี้ จะมีให้เลือกใช้กันทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ รวมไปถึงจะมีฟังก์ชันการทำงาน และราคาของเครื่องที่ต่างกันออกไปด้วย ควรเลือกซื้อให้เหมาะกับสมกับการใช้งานของร้านมากที่สุด 

4. แอโรเพรส (Aeropress)

วิธีการชงกาแฟ

เป็นการชงกาแฟที่ต้องใช้ท่อ 2 ท่อน ในการทำงาน นับว่าเป็นวิธีการชงกาแฟที่ง่ายมาก ๆ เพียงแค่เทน้ำร้อนลงไปท่อ แล้วใช้อีกท่อในการอัดแรงดันอากาศลงไป จนดันน้ำร้อนให้ผ่านผงกาแฟที่จะรองด้วยกระดาษกรอง เท่านี้ก็ได้น้ำกาแฟแบบเข้มข้นแล้ว ซึ่งอุณหภูมิน้ำร้อนที่เหมาะสมในการใช้นั้นจะอยู่ที่ 90 องศาเซลเซียส 

5. เฟรนช์เพรส (French Press)

นับว่าเป็นเครื่องชงที่ต้องใช้แรงดันอากาศเหมือน Aeropress แต่จะมีลักษณะเครื่องชงที่เป็นกาสามารถใส่ผงกาแฟและน้ำร้อนลงไป แล้วค่อย ๆ  กดที่ลูกสูบไปจนสุดกา เพื่อให้อากาศดันน้ำกาแฟขึ้นมา เท่านี้ก็ได้กาแฟที่เข้มข้นแล้ว ทั้งนี้เครื่องชงแบบเฟรนช์เพรสนี้เหมาะกับผงกาแฟบดหยาบ มากกว่าผงกาแฟที่บดละเอียด

6. สกัดเย็น (Cold Brew)

แตกต่างจากวิธีการชงอื่น ๆ เพราะเป็นการชงที่ใช้น้ำเย็นในการสกัดกาแฟ และต้องทิ้งไว้ข้ามคืน โดยการแช่ผงกาแฟในขวดโหลด้วยอุณหภูมิน้ำที่ต่ำ จากนั้นปิดฝาแล้วแช่ตู้เย็นประมาณ 1 คืน แล้วค่อยมากรองเพื่อแยกกากกาแฟออก เท่านี้ก็ได้กาแฟสกัดเย็นแล้ว สำหรับวิธีนี้เหมาะกับการใช้กาแฟคั่วอ่อน กาแฟบดหยาบ เพื่อให้ได้รสชาติกาแฟที่กลมกล่อมไม่เข้มจนเกินไป นับว่าเริ่มเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะเริ่มมีการบรรจุเป็นขวดขาย และหาซื้อได้ง่ายมากขึ้น 

7. ไนโตร (Nitro Cold Brew)

วิะีการชงกาแฟ

คล้าย ๆ กับการชงแบบสกัดเย็น แต่จะเป็นการชงกาแฟสกัดเย็นในปริมาณมาก และอัดไนโตรเจนเข้าไป ที่จะทำให้ได้ฟองที่นุ่มคล้ายกับพองเบียร์ โดยกาแฟไนโตรนี้จะช่วยดึงกลิ่นหอมของกาแฟออกมาได้ดี และจะนิยมดื่มแบบเปิดก็อกเพื่อรินกาแฟใส่แก้ว เพื่อให้ได้กลิ่นหอมของกาแฟปนออกมากับฟองนุ่ม ๆ   

8. ไซฟอน (Syphon)

เป็นการชงกาแฟแบบสูญญากาศ ที่จะต้องตั้งหม้อกาแฟไว้ด้านบน โดยต้องมีตัวกรองอยู่เพื่อป้องกันไม่ให้ผงกาแฟหล่นลงด้านล่าง แล้วจุดไฟด้วยตะเกียงแอลกอฮอล์ เพื่อดันน้ำขึ้นไปยังหม้อด้านบนและรอให้น้ำร้อนไหลผ่านกาแฟลงมา คล้ายกับการทดลองวิทยาศาสตร์    

9. โมกาพอท (Moka Pot)

วิธีการชงกาแฟ

หม้อต้มกาแฟที่หลาย ๆ ร้านเลือกใช้ โดยเฉพาะร้านกาแฟแบบสโลว์บาร์ เพราะมีขนาดเล็กกะทัดรัด ใช้ง่ายสะดวกรวดเร็ว ชงได้ง่าย ๆ เพียงแค่ใส่น้ำลงไปในหม้อให้ถึงขีดที่แนะนำเอาไว้ ใส่กรวยกาแฟลงไปตามด้วยกาแฟ จากนั้นให้ปิดฝาแล้วนำไปต้มจนได้น้ำที่ร้อน และมีไอน้ำดันให้น้ำพุ่งขึ้นผ่านกาแฟแล้วทำการปิดไฟ น้ำกาแฟที่เหลือก็จะดันตัวขึ้นมาอยู่ในกาด้านบน
เท่านี้ก็จะได้น้ำกาแฟแล้ว การเลือกใช้โมก้าพอทนี้นับว่าช่วยดึงดูดลูกค้าได้ดีทีเดียว **ควรบดกาแฟให้หยาบกลาง ๆ ระหว่างการชงแบบเอสเพรสโซ และดริป เพราะอาจทำให้ได้กาแฟที่มีความขมมากไป

10. ร็อค เอสเพรสโซ (Rok Espresso)

วิธีการชงกาแฟ

เครื่องชงกาแฟแบบใช้แรงดันจากการกดดันคันโยก เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน มีรูปทรงที่แปลกใหม่ โดยจะมีหลักการทำงานง่าย ๆ เพียงนำกาแฟบดละอียดใส่ก้านชง ประกอบก้านชงเข้ากับตัวเครื่องเมื่อเติมน้ำร้อนใส่โถด้านบนแล้วก็ให้ยกคันโยกขึ้น จากนั้นใช้มือสองข้างจับคันโยกของตัวเครื่อง แล้วค่อย ๆ ใช้แรงมือกดคันโยกลงไปจนสุด
ทำช้า ๆ 2-3 ครั้ง เท่านี้ก็จะได้กาแฟเข้มข้น ๆ แล้ว สามารถนำไปชูเป็นจุดขายของร้านกาแฟได้เลย 

11. กาแฟเคมแม็กซ์ (Chemex)

วิธีการชงกาแฟ

วิธีชงกาแฟแบบนี้จะคล้ายกับวิธีการชงกาแฟดริป ที่ต้องเทน้ำร้อนผ่านตัวผงกาแฟที่รองด้วยกระดาษกรองเช่นกัน โดย chemex เป็นอุปกรณ์ทำกาแฟแบบฟิลเตอร์ เพียงแต่การชงแบบเคมแม็กซ์นี้จะต้องทำด้วยมือทุกขั้นตอน ตั้งแต่การบดเมล็ดกาแฟ ซึ่งจะเพิ่มความพิถีพิถันมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

12. กาแฟตุรกี (Turkish Coffee)

วิธีการชงกาแฟ

สไตล์การชงกาแฟที่ไม่เหมือนใคร สำหรับการชงกาแฟตุรกีนี้เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยเห็นผ่านทางโซเชียลกันอยู่แล้ว ด้วยการต้มในหม้อต้มขนาดเล็กที่มีด้ามจับยาวเป็นเอกลักษณ์  โดยจะต้องใช้ผงกาแฟบดละเอียดใส่หม้อต้มเล็ก ๆ ด้ามยาว แล้วจะต้มบนเตาทรายร้อน หรือบางที่อาจจะต้มบนเตาทั่วไป เมื่อเตาร้อนกาแฟก็จะเริ่มเกิดฟองรอบ ๆ ขอบกา แล้วก็ยกเทใส่แก้ว  จากนั้นก็มาวางบนเตาต่อ แล้ววน ๆ บนเตาทราย จนได้กาแฟตามที่ต้องการ แต่จะไม่นิยมทำในไทยเนื่องจาก เนื่องจากต้องใช้เวลาและใช้ความชำนาญในการทำ

13. กาแฟเวียดนาม (Vietnamese Coffee)

วิธีการชงกาแฟ

ชงง่ายกรองชาได้ในตัว กับอุปกรณ์ชงกาแฟเวียดนามหรือที่เรียกว่า “ฟิน” โดยจะเป็นนำผงกาแฟใส่ในฟินที่มีตะแกรงกรองอยู่ในตัว แล้ววางฟินลงบนแก้วที่เตรียมไว้ จากนั้นให้ค่อย ๆ เทน้ำร้อนผ่านตังกาแฟลงไป แล้วรอให้น้ำกาแฟหยดลงในแก้ว นับว่าเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์การชงที่ง่าย และสะดวกรวดเร็ว

ลองศึกษาแล้วทำตามกันได้เลยกับ 13 วิธีการชงกาแฟ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรสามารถนำไปปรับใช้กับร้านของคุณกันได้เลย สามารถเลือกใช้เครื่องชงตามความถนัด หรือจะเพิ่มตัวเลือกเครื่องชงใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจลูกค้าก็ได้เช่นกัน แม้ว่าเครื่องชงจะเป็นหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้ได้รสชาติของกาแฟที่ดีแล้ว แต่การจะให้ได้เครื่องดื่มที่หอมเข้มข้น ต้องรู้จักเลือกใช้เมล็ดกาแฟด้วย การเลือกใช้กาแฟที่ดีมีคุณภาพ เก็บรักษาอย่างถูกวิธี และใช้เทคนิคในการชงที่ถูกต้อง ก็จะช่วยให้ได้รสชาติที่ดียิ่งขึ้น ถูกใจลูกค้าอย่างแน่นอน 

สำหรับใครที่ต้องการผงชาสำเร็จรูปเมล็ดกาแฟคุณภาพดี สามารถเลือกใช้สินค้าวัตถุดิบร้านชากาแฟของโรงคั่วชาเชียงใหม่ ชานกฮูก ได้เลย เพราะผลิตในโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน และมีสินค้าให้เลือกใช้กันมากกว่า 40 รายการ ทั้ง ผงชาเขียว ผงชาไทย ผงชาไต้หวัน ผงโกโก้ ผงมัทฉะ ชากุหลาบ ชาอัญชัน กาแฟโบราณ เมล็ดกาแฟอาราบิก้า-โรบัสต้า และอื่น ๆ อีกมากมาย  รวมไปถึงใครที่สนใจอยากผลิตชากาแฟ OEM&ODM สร้างแฟรนไชส์ชานมไช่มุก ก็สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้เลย    

สินค้าอื่นๆ

Similar Posts