ชาเขียว คือ? มากกว่าเครื่องดื่ม แต่คือสุดยอดอาหารเสริม!
ในปัจจุบันที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น มีเครื่องดื่มเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถก้าวข้ามจากการเป็นเพียงเครื่องดื่มดับกระหาย มาสู่การเป็น “Super Drink” ที่ได้รับการยอมรับในแง่คุณประโยชน์ต่อร่างกายอย่างกว้างขวาง และ “ชาเขียว” ก็คือหนึ่งในนั้น ด้วยภาพลักษณ์ของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ครองใจคนทั่วโลก และการเป็นเมนูหลักที่ขาดไม่ได้ในคาเฟ่ปัจจุบัน แต่ “ชาเขียว คือ” เครื่องดื่มธรรมดา ๆ จริงหรือ? หรือแท้จริงแล้วมันคือ “สุดยอดอาหารเสริม” จากธรรมชาติในรูปแบบที่ดื่มง่ายและอร่อย?
บทความนี้จะพาเพื่อน ๆ ไปค้นหาคำตอบว่าทำไมชาเขียวถึงเป็นได้ “มากกว่าเครื่องดื่ม” เราจะให้ความรู้ตั้งแต่ต้นกำเนิด ความลับในกระบวนการผลิตที่ทำให้ชาเขียวคงคุณค่าทางอาหารไว้ได้สูงสุด ไปจนถึงการเปิดคุณประโยชน์ในใบชา พร้อมข้อมูลต่าง ๆ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการชูจุดขายด้านสุขภาพและสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ชาเขียว คือ?.
ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจชาเขียวพื้นฐานกันก่อน “ชาเขียว คือ” ชาที่ได้มาจากใบของต้นชาสายพันธุ์ Camellia sinensis ซึ่งเป็นต้นกำเนิดเดียวกับชาขาว, ชาอูหลง และชาดำ แต่หัวใจสำคัญที่ทำให้ชาเขียวแตกต่างและมีคุณค่าโดดเด่น คือ ใบชาสด ๆ ที่เก็บจากต้นชาแล้วนำมาผ่านความร้อนทันทีเพื่อ “หยุดเวลา” ของใบชาเอาไว้ ไม่ปล่อยให้ใบชาทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ หรือที่เรียกกันว่า “การหมัก”

ที่มาของชาเขียว
เมื่อพูดถึงชา หลายคนอาจนึกถึงประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปีของจีนหรือญี่ปุ่น แต่สำหรับ “ชาเขียว” โดยเฉพาะชาคุณภาพสูงที่เราดื่มกันทุกวันนี้ เรื่องราวของเรานั้นแตกต่างและน่าสนใจไม่แพ้กัน มันคือเรื่องราวที่เพิ่งจะเข้มข้นขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้เอง
ก่อนที่ “การดื่มชา” จะเป็นที่นิยม จริง ๆ แล้วบนดอยสูงทางภาคเหนือของเรามีต้นชาป่า (สายพันธุ์อัสสัม) ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมานานหลายร้อยปีแล้ว แต่ในสมัยนั้นคนท้องถิ่นไม่ได้นำใบชามาตากแห้งแล้วชงดื่มแบบทุกวันนี้ แต่พวกเขานำใบชาสดไปนึ่งแล้วหมักในกระบอกไม้ไผ่ จนกลายเป็น “เมี่ยง” ที่ใช้เคี้ยวเพื่อให้ตื่นตัวและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม นี่คือหลักฐานชั้นดีที่บอกเราว่า “ต้นชา” มีอยู่คู่กับแผ่นดินล้านนามาเนิ่นนานแล้ว เราจึงมีวัฒนธรรม “การกินชา” มาก่อนที่จะมี “การดื่มชา” เสียอีก

และในช่วงประมาณ 40-50 ปีก่อน พื้นที่บนดอยสูงทางภาคเหนือหลายแห่ง โดยเฉพาะในเขตสามเหลี่ยมทองคำ เคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่นที่สำคัญของโลก ซึ่งสร้างปัญหายาเสพติดมากมายในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริที่จะแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน โดยการริเริ่ม “โครงการหลวง” เพื่อส่งเสริมให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่นและหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่มีราคาสูงทดแทน และหนึ่งในพืชชนิดนั้นก็คือ “ชา” นั่นเอง ในช่วงนั้น ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญด้านชาจากไต้หวัน ซึ่งเป็นเจ้าแห่งชาอู่หลง ทำให้มีการนำเข้าชากลุ่มสายพันธุ์อู่หลงชั้นดีเข้ามาปลูกนอกจากสายพันธุ์แล้ว เรายังได้เรียนรู้เทคโนโลยีการแปรรูปชาที่ทันสมัย ทำให้สามารถผลิตชาคุณภาพสูง โดยเฉพาะ “ชาอู่หลง” ที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจากดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย เมื่อพื้นฐานการปลูกและแปรรูปชาแข็งแกร่งแล้ว เกษตรกรและผู้ผลิตชาวไทยจึงเริ่มนำยอดชาคุณภาพเยี่ยมเหล่านั้น (ทั้งพันธุ์อู่หลงและพันธุ์อัสสัมดั้งเดิม) มาต่อยอดผลิตเป็นชาประเภทอื่น ๆ รวมถึง “ชาเขียวคุณภาพสูง” โดยใช้องค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมา ปรับปรุงจนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
ดังนั้น ชาเขียวที่เราดื่มกันในปัจจุบัน จึงเป็นผลลัพธ์ของประวัติศาสตร์ เป็นชาที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างต้นชาดั้งเดิมในพื้นที่, สายพันธุ์ชั้นดีจากต่างประเทศ, และที่สำคัญที่สุดคือเกิดจากวิสัยทัศน์ที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนและพลิกฟื้นผืนดินจากไร่ฝิ่นให้กลายเป็นไร่ชาสีเขียวที่ยั่งยืน
สายพันธุ์ชาเขียว

ชาเขียวส่วนใหญ่ที่ปลูกที่ประเทศไทย โดยเฉพาะบนยอดดอยสูงของภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย ซึ่งมีลักษณะใบใหญ่และให้รสชาติที่เข้มข้น ที่เป็นเอกลักษณ์ ต่างจากชาเขียวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่มาจากสายพันธุ์จีน ซึ่งจะให้รสชาติที่นุ่มนวลกว่า ชาเขียวไม่ได้ถูกจำกัดว่าต้องมาจากชาพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่งเท่านั้น แต่ผู้ผลิตสามารถเลือกใช้ยอดชาจากสายพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างคาแรคเตอร์ที่ต้องการได้ โดยหลัก ๆ แล้วจะนิยมใช้ชาอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ :
- ชาพันธุ์อู่หลง : นี่คือความพิเศษที่ทำให้ชาเขียวไทยดูโดนเด่น โดยจะนิยมนำยอดชาจากสายพันธุ์ที่ปกติใช้ทำชาอู่หลงชั้นดี มาผ่านกระบวนการผลิตแบบชาเขียว ผลลัพธ์ที่ได้คือ ชาเขียวที่มี กลิ่นหอมละมุนเป็นพิเศษ อาจมีกลิ่นคล้ายนมอ่อน ๆ หรือกลิ่นดอกไม้ที่ชัดเจน ให้รสชาติที่นุ่มนวล ดื่มง่าย
- ชาพันธุ์อัสสัม : เป็นชาสายพันธุ์ดั้งเดิมของพื้นที่ ซึ่งมีใบชาขนาดใหญ่ เมื่อนำมาทำเป็นชาเขียว จะได้คาแรคเตอร์ที่ เข้มข้น ชัดเจน ให้รสชาติที่หนักแน่นและสดชื่นแบบเต็ม ๆ เหมาะสำหรับคนที่ชอบดื่มชาที่รสชาติเข้มถึงใจ
ดังนั้น “ชาเขียว” จึงไม่ได้มีรสชาติเดียวตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ผลิตเลือกใช้ยอดชาจากสายพันธุ์ไหนมาทำ ซึ่งสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ชาที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าจะใช้พันธุ์ไหน หัวใจก็ยังคงเหมือนเดิม คือการ “หมัก” เพื่อคงความเป็นชาเขียว
กรรมวิธีการผลิตชาเขียว

- ขั้นตอนที่ 1 : เก็บเกี่ยว จุดเริ่มต้นของคุณภาพอยู่ที่นี่เลย การเก็บยอดชาจะต้องทำอย่างพิถีพิถัน โดยทั่วไปจะเก็บยอดชาที่มีใบชา 3-4 ใบบนก้าน การเลือกช่วงเวลาเก็บที่เหมาะสมและคุณภาพของยอดชาที่ได้ จะส่งผลโดยตรงต่อรสชาติสุดท้ายของชาครับ
- ขั้นตอนที่ 2 : ตากใบชา หลังจากเก็บมาแล้ว ใบชาสดจะถูกนำมาผึ่งแดดหรือตากในที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ขั้นตอนนี้ไม่ได้ทำให้ใบชาแห้งนะ แต่มีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณน้ำในใบชาลงเล็กน้อย ทำให้ใบชาค่อย ๆ นิ่มและเหนียวขึ้น พร้อมสำหรับขั้นตอนการนวดในลำดับต่อไป และยังเป็นการเริ่มต้นกระบวนการออกซิเดชันอย่างช้า ๆ ด้วย
- ขั้นตอนที่ 3 : นวดใบชา เมื่อใบชานิ่มได้ที่แล้ว จะถูกนำเข้าเครื่องนวดเพื่อทำให้ใบช้ำเล็กน้อย การนวดนี้สำคัญมาก เพราะเป็นการทำลายผนังเซลล์ของใบชา เพื่อให้เอนไซม์และสารต่างๆ ในใบชาออกมาสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้กระบวนการหมัก เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งใบ
- ขั้นตอนที่ 4 : คั่วใบชา ขั้นตอนนี้อาจจะดูคล้ายกับของชาเขียว แต่ในกระบวนการผลิตชาเขียวบางประเภท การคั่วจะทำเพื่อควบคุมปฏิกิริยาเคมีในใบชา และอาจทำสลับกับขั้นตอนการหมัก เพื่อสร้างกลิ่นและรสชาติที่ซับซ้อนตามที่ต้องการ
- ขั้นตอนที่ 5 : หมักใบชา นี่คือ “หัวใจ” ของการผลิตชาเขียว หลังจากนวดแล้ว ใบชาจะถูกนำไปผึ่งในห้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ปล่อยให้ใบชาทำปฏิกิริยากับออกซิเจนอย่างเต็มที่ ระยะเวลาในขั้นตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดคาแรคเตอร์ของชาอู่หลงเลย ถ้าหมักไม่นาน ก็จะได้ชาเขียวที่ยังมีสีเขียวเยอะ ถ้าหมักนานขึ้น สีของใบและน้ำชาก็จะเข้มขึ้น มีกลิ่นคล้ายผลไม้สุกหรือดอกไม้
- ขั้นตอนที่ 6 : อบใบชา เมื่อผู้ผลิตชาได้ระดับการหมักที่ต้องการแล้ว จะต้องหยุดกระบวนการหมักนั้นทันทีโดยการนำใบชาไปผ่านความร้อนสูงอย่างรวดเร็วด้วยการอบ เพื่อทำลายเอนไซม์และลดความชื้นในใบชาให้เหลือน้อยที่สุด ทำให้ชาแห้งสนิทและสามารถเก็บไว้ได้นานโดยที่คุณภาพไม่เปลี่ยน
- ขั้นตอนที่ 7 : จัดเก็บ ชาที่อบแห้งสนิทแล้วจะถูกนำไปจัดเก็บในภาชนะที่ปิดมิดชิด เพื่อป้องกันความชื้นและกลิ่นไม่พึงประสงค์มารบกวน และยังเป็นการพักชา เพื่อให้รสชาติคงที่และกลมกล่อมขึ้นด้วย
- ขั้นตอนที่ 8 : นำมาปรุงแต่ง สำหรับชาบางสูตร อาจมีการนำชาจากหลาย ๆ แหล่งผลิตหรือหลาย ๆ ล็อตมาเบลนกัน เพื่อสร้างรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์
- ขั้นตอนที่ 9 : ทดสอบรสชาติ ก่อนจะบรรจุลงแพ็คเกจ ต้องมีการทดสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าชทุกล็อตที่ผลิตออกมา มีรสชาติ กลิ่น และสีสันตรงตามมาตรฐานที่แบรนด์กำหนดไว้ เป็นขั้นตอนการควบคุมคุณภาพที่ขาดไม่ได้เลย
- ขั้นตอนที่ 10 : บรรจุลงแพ็คเกจ ขั้นตอนสุดท้าย คือการนำชาที่ผ่านการคัดเลือกและทดสอบคุณภาพแล้ว มาบรรจุลงในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและสามารถกันความชื้นและแสงได้ดี เพื่อรักษาคุณภาพของชาให้สดใหม่จนกว่าจะถึงมือผู้บริโภค
กระบวนการ “หยุดหมัก” นี้เอง คือกุญแจสำคัญที่ช่วยล็อกและรักษาสารประกอบทรงพลังตามธรรมชาติ โดยเฉพาะสารในกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenols) และคาเทชิน (Catechins) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไว้ได้ในปริมาณที่สูงที่สุด พร้อมทั้งยังคงรักษาสีเขียวสดตามธรรมชาติของใบชาไว้ นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาเขียวก้าวขึ้นมาเป็น “สุดยอดอาหารเสริม” ในโลกของเครื่องดื่ม
ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ชาเขียวไทยมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน คือ สีของน้ำชาจะออกเหลืองอมเขียวใส ให้รสชาติที่เข้มแต่ชุ่มคอ และมีกลิ่นหอมคั่วที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ได้เขียวสดหรือมีรสอูมามิจัดจ้านแบบชาญี่ปุ่น ซึ่ง “ชาเขียว” ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มสีเขียว แต่เป็นผลลัพธ์จากสายพันธุ์และกรรมวิธีที่เฉพาะตัว ทำให้มันมีทั้งรสชาติและสรรพคุณที่น่าสนใจ จนกลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่เรื่องสุขภาพและโอกาสทางธุรกิจในลำดับต่อไป
ประโยชน์ของชาเขียว
เหตุผลที่ชาเขียวถูกยกย่องให้เป็นมากกว่าเครื่องดื่มนั้น อยู่ที่สารประกอบมากมายที่อัดแน่นอยู่เต็มใบ ซึ่งส่งผลดีต่อร่างกายในหลายส่วน :

- EGCG ราชาแห่งสารต้านอนุมูลอิสระ
“ประโยชน์ของชาเขียว” ที่โดดเด่นที่สุดคือการเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มคาเทชิน (Catechins) และตัวที่ทรงพลังที่สุดคือ EGCG (Epigallocatechin gallate) ซึ่งมีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมาก มีงานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า EGCG อาจมีส่วนช่วยในการปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย - L-Theanine กรดอะมิโนสร้างสมาธิและความผ่อนคลาย
ในชาเขียวมีกรดอะมิโนชนิดพิเศษที่ชื่อว่า แอล-ธีอะนีน (L-Theanine) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มการผลิตคลื่นสมองอัลฟา (Alpha Waves) ทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า “Calm Alertness” คือรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย ลดความเครียด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงตื่นตัว มีสมาธิ และสมองปลอดโปร่ง ไม่ทำให้เกิดอาการใจสั่นหรือกระสับกระส่ายเหมือนคาเฟอีนในกาแฟเพียงอย่างเดียว - ตัวช่วยดูแลรูปร่างและระบบเผาผลาญ
อีกหนึ่งคุณประโยชน์ที่ทำให้ชาเขียวเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพคือ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าสารประกอบในชาเขียวอาจมีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานและไขมันในร่างกาย (Metabolism) ทำให้การควบคุมน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร
นอกจากนี้ ชาเขียวยังมีประโยชน์ด้านอื่น ๆ อีก เช่น ช่วยส่งเสริมสุขภาพช่องปากโดยการลดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของฟันผุและกลิ่นปาก และอาจมีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด และอื่น ๆ อีกมากมาย
ข้อควรรู้และข้อควรระวังของชาเขียว
ถึงแม้ว่าชาเขียวจะมีประโยชน์มากมายอย่างที่เราได้คุยกันไปแล้ว แต่ก็เหมือนกับทุกอย่างบนโลกนี้ครับ คือ “การเดินทางสายกลาง” และการบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่และหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เรามาทำความเข้าใจกันแบบตรงไปตรงมาถึงข้อควรระวังในการดื่มชาเขียวกัน

1. ผลจาก “คาเฟอีน” ในชาเขียวมีคาเฟอีน แม้จะน้อยกว่าในกาแฟ แต่สำหรับบางคนที่ไวต่อคาเฟอีนมาก ๆ การดื่มในปริมาณมากหรือดื่มในช่วงบ่ายแก่ ๆ อาจส่งผลได้อาการที่อาจพบ ใจสั่น, นอนไม่หลับ, กระวนกระวาย, ปวดศีรษะ
- คำแนะนำ : สังเกตตัวเองว่าร่างกายรับคาเฟอีนได้แค่ไหน หากเป็นคนนอนหลับยาก ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชาเขียวหลังช่วง 15:00 น. เป็นต้นไป โดยทั่วไปแล้ว ปริมาณที่ปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่อยู่ที่ 3-5 แก้วต่อวัน
2. อาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร หัวใจสำคัญคือ “อย่าดื่มชาเขียวตอนท้องว่าง” ครับ ในใบชามีสารที่ชื่อว่า “แทนนิน” (Tannins) ซึ่งมีรสฝาด สารตัวนี้สามารถกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารได้ หากดื่มตอนท้องว่างอาจทำให้รู้สึกคลื่นไส้ ไม่สบายท้อง หรือแสบท้องได้
- คำแนะนำ : ควรดื่มชาเขียวหลังมื้ออาหารประมาณ 1 ชั่วโมง หรือดื่มระหว่างมื้ออาหาร จะช่วยลดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ดีที่สุด
3. อาจรบกวนการดูดซึมธาตุเหล็ก สารคาเทชิน (Catechins) ในชาเขียว สามารถจับตัวกับธาตุเหล็กที่มาจากพืช (Non-heme iron) เช่น ผักใบเขียวหรือธัญพืช ทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อยลง เรื่องนี้สำคัญสำหรับผู้ที่ทานมังสวิรัติ, วีแกน, หรือผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
- คำแนะนำ : ควรดื่มชาเขียวห่างจากมื้ออาหารหลักอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายมีเวลาดูดซึมสารอาหารจากมื้อนั้นๆ ได้อย่างเต็มที่ก่อน หรืออาจบีบมะนาวลงในชาเล็กน้อย เพราะวิตามินซีจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น
4. อาจมีผลกับยาบางชนิด สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวและต้องทานยาต่อเนื่อง ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ยาที่ควรระวังโดยเฉพาะกลุ่มยาละลายลิ่มเลือด (เช่น Warfarin) เพราะในชาเขียวมีวิตามินเค (Vitamin K) ซึ่งมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- คำแนะนำ : หากคุณมีโรคประจำตัวและต้องทานยาใดๆ เป็นประจำควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ว่าสามารถดื่มชาเขียวได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะชาเขียวในรูปแบบอาหารเสริมสกัดที่มีความเข้มข้นสูง
โทษของชาเขียวที่กล่าวมาส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อบริโภค “มากเกินพอดี” หรือ “ผิดเวลา” สำหรับคนส่วนใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงดี การดื่มชาเขียววันละ 2-3 แก้วถือว่าปลอดภัยและให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าโทษอย่างแน่นอนครับ
ไขข้อข้องใจยอดฮิต “ชาเขียวมัทฉะ VS ชาเขียวทั่วไป” ต่างกันยังไง?
คำถามนี้เจอบ่อยมาก หลายคนยังสับสนว่ามันคืออย่างเดียวกันหรือเปล่า แค่เอาชาเขียวมาบดเป็นผงใช่ไหม? บอกตรงนี้เลยว่า “ไม่ใช่” แม้จะมาจากต้นชาต้นเดียวกัน แต่ทั้งสองอย่างนี้แตกต่างกัน ตั้งแต่การปลูกไปจนถึงวิธีการดื่มเลยทีเดียว

- การดื่มชาเขียวทั่วไป : คือการนำใบชาไปแช่ในน้ำร้อน แล้วเราดื่ม “น้ำสกัด” ที่ได้จากใบชา
- การดื่มชาเขียวมัทฉะ : คือการนำใบชาทั้งใบมาบดเป็นผงละเอียด แล้วนำผงนั้นไปละลายน้ำ ซึ่งเท่ากับว่าเรากำลังดื่ม “ใบชาทั้งใบ”
| คุณสมบัติ | ชาเขียวมัทฉะ | ชาเขียวทั่วไป |
| การเพาะปลูก | ปลูกในที่ร่ม โดยก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 20-30 วัน ไร่ชาจะถูกคลุมด้วยตาข่ายหรือผ้าใบเพื่อกรองแสงแดด การบังคับให้ต้นชาเจอแสงน้อยลงนี้ จะเป็นการกระตุ้นให้ใบชาผลิตคลอโรฟิลล์ ทำให้ใบมีสีเขียวเข้มสด และ L-Theanine กรดอะมิโนที่ให้รสหวานอูมามิ มากขึ้นเป็นพิเศษ | จะปลูกกลางแจ้ง ปล่อยให้ได้รับแสงแดดเต็มที่ตามธรรมชาติ ซึ่งจะกระตุ้นให้ใบชาสร้างสารคาเทชิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ก็เป็นตัวที่ให้รสฝาดของชาด้วย |
| การเก็บเกี่ยว | จะใช้เฉพาะยอดอ่อนของใบชาที่ดีที่สุดเท่านั้น และหลังจากเก็บเกี่ยว จะมีการคัดแยกเอาก้านและเส้นใบออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงส่วนเนื้อใบชาบริสุทธิ์ (ส่วนนี้ก่อนนำไปบดเรียกว่า “เทนฉะ” หรือ Tencha) | อาจมีการใช้ทั้งส่วนใบและก้านอ่อนปนกันไป ขึ้นอยู่กับเกรดและคุณภาพของชา |
| กระบวนการแปรรูป | ใบชา (เทนฉะ) ที่คัดแล้ว จะถูกนำไปนึ่งเพื่อหยุดการทำงานของเอนไซม์ จากนั้นนำไปอบแห้ง และเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือ การบดด้วยโม่หินอย่างช้า ๆ จนกลายเป็นผงละเอียดเนียนเหมือนแป้ง การบดช้าๆ จะช่วยรักษากลิ่น สี และสารอาหารไม่ให้สลายไปกับความร้อน | หลังจากเก็บเกี่ยว จะเข้าสู่กระบวนการหยุดเอนไซม์ด้วยการอบหรือคั่ว แล้วนำไปนวด จากนั้นก็ทำให้แห้ง ออกมาเป็นลักษณะใบชาแห้ง ๆ ที่เราคุ้นเคยกัน |
| วิธีการดื่ม | ให้รสชาติที่นุ่มนวล ซับซ้อน มีความหวานอูมามิชัดเจน และมีสีเขียวสดจัดจ้าน เวลาดื่มต้องใช้แปรงไม้ไผ่ (ฉะเซ็น) ตีผงมัทฉะกับน้ำร้อนให้เข้ากันดี | ให้รสชาติที่สดชื่น มีความฝาด มีกลิ่นหอมคั่วหรือกลิ่นเขียวตามธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และกรรมวิธี ใช้วิธีการแช่ใบชาในน้ำร้อน (Steeping) |
เลือกให้เป็น ดื่มให้ปัง! รู้จัก 6 ประเภทของชาเขียวจาก Bluemocha
สำหรับเจ้าของร้านกาแฟและเครื่องดื่ม การเลือก “ชาเขียว” ที่ใช่ไม่ใช่แค่การเลือกใบชา แต่คือการเลือกรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และตรงใจลูกค้า Bluemocha เข้าใจความต้องการนี้เป็นอย่างดี จึงได้พัฒนาชาเขียวสูตรต่าง ๆ ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์ทุกเมนูในร้านของคุณ มาดูกันว่าแต่ละสูตรมีจุดเด่นและเหมาะกับเมนูไหนบ้าง

สนใจอยากได้ราคาส่ง เริ่มต้น 6 กิโลกรัมขึ้นไป แอดไลน์ @bluemochacoffee
- ชาเขียวพรีเมี่ยม (Premium Green Tea) สูตรขายดี ยืนหนึ่งเรื่องชานม ตัวนี้คือสินค้ายอดนิยม (Best Seller) และเป็นหัวใจของร้านที่เน้นเมนูนม เบสชาเป็น “ชาอู่หลง” คุณภาพสูง ซึ่งมีบอดี้ที่เข้มข้นและกลิ่นหอมเฉพาะตัว เมื่อนำมาชงเป็นชานม รสชาติของชาจะไม่ถูกนมกลบจนหมด แต่จะยังคงความหอมนุ่มและรสสัมผัสที่โดดเด่น เป็นสูตรที่ลูกค้าติดใจได้ง่ายที่สุด รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม นุ่มลึก ไม่มีการแต่งกลิ่นมะลิ สีชาสวยน่าดื่ม
- ชาเขียวมะลิ (Jasmine Green Tea) สูตรคลาสสิก หอมกลิ่นมะลิชัดเจน ตอบโจทย์ลูกค้าที่หลงใหลในกลิ่นหอมคลาสสิกของดอกมะลิ ชาสูตรนี้ใช้ “ชาอู่หลง” เช่นกัน แต่ผ่านการอบและปรุงแต่งด้วยกลิ่นและสีของดอกมะลิอย่างพิถีพิถัน ทำให้ได้รสชาติชาที่กลมกล่อมควบคู่ไปกับกลิ่นหอมของมะลิที่ชัดเจนและติดทนนาน กลิ่นหอมดอกมะลิชัดเจนและเป็นธรรมชาติ มีการแต่งสีและกลิ่นเพื่อความสม่ำเสมอในการชงขาย
- ชาเขียวเชียงใหม่ (Chiang Mai Green Tea) สูตรพิเศษ กลิ่นคั่วเป็นเอกลักษณ์ หากคุณต้องการสร้างความแตกต่างให้ร้าน ชาเขียวเชียงใหม่คือคำตอบ ด้วย “ชาอู่หลงที่ผ่านการคั่วพิเศษ” ทำให้ได้กลิ่นหอมไหม้จาง ๆ (Roasted Aroma) ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เป็นกลิ่นที่ทำให้เครื่องดื่มของคุณมีมิติและน่าจดจำมากขึ้น กลิ่นหอมคั่ว ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รสชาติเข้มข้น เหมาะกับเมนูนม
- ชาเขียวยักษ์ (Yaak Green Tea) สูตรชาไทยดั้งเดิม เข้มสะใจ สูตรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อชง “ชาเขียวสไตล์ไทย” โดยเฉพาะ โดยใช้ “ชาอัสสัม” ซึ่งเป็นชาสายพันธุ์เดียวกับที่นิยมใช้ทำชาไทย (ชาเย็นสีส้ม) ทำให้ได้รสชาติที่หนักแน่น เข้มข้น และมีสีชาที่ชัดเจนตามแบบฉบับที่คนไทยคุ้นเคย รสชาติเข้มข้นสะใจ มีความฝาดเล็กน้อยที่เป็นเสน่ห์ ให้สีชาเขียวที่ชัดเจน
- ชาเขียวไม่แต่งสี (Pure Green Tea) [ใหม่!] สูตรธรรมชาติ เพื่อสายสุขภาพ เป็นสินค้าใหม่ที่ออกมาเพื่อตอบรับกระแสสุขภาพโดยเฉพาะ ใช้ “ชาอัสสัม” ที่ผ่านการอบด้วยดอกมะลิเพื่อให้ได้กลิ่นหอมตามธรรมชาติ จุดขายสำคัญคือ ไม่มีการปรุงแต่งสีและสารปรุงแต่งอื่น ๆ ทำให้ได้รสชาติและสีของชาที่แท้จริง ไม่แต่งสี แต่งกลิ่นธรรมมชาติ
- ชาเขียวใส (Fresh Green Tea) สูตรสำหรับชาใสโดยเฉพาะ ชาสูตรนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อ “เมนูชาใส” โดยเฉพาะ ด้วย “เบสชาอู่หลงคั่ว” ที่ให้สีน้ำชาที่สวยงาม ไม่ขุ่น และมีรสชาติที่สะอาด สดชื่น ไม่หนักจนเกินไป เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำไปผสมกับไซรัปผลไม้ต่าง ๆ ออกแบบมาสำหรับเมนูชาใสโดยเฉพาะ ให้สีน้ำชาที่สวยใส
วิธีชงชาเขียวไม่ให้ขม
เคยไหม? ที่ตั้งใจชงชาเขียวคุณภาพดี แต่กลับได้รสขมเฝื่อนจนต้องเบือนหน้าหนี หลายคนต้องผิดหวังและอาจเข้าใจผิดไปว่าชาเขียวที่ดีต้องมีรสขม แต่ความจริงแล้ว… ใบชาเขียวไม่ได้ใจร้าย เขาเพียงแค่ต้องการ “ความเข้าใจ” และความละเอียดอ่อนในการดูแล การรู้เคล็ดลับที่ถูกต้องไม่ใช่แค่การทำให้ชาอร่อยขึ้น แต่คือการสกัดเอาคุณค่าของ “สุดยอดอาหารเสริม” ออกมาให้ได้มากที่สุด

- อุณหภูมิน้ำต้องใช่ นี่คือข้อที่คนพลาดเยอะที่สุด และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ชาขมเลยครับ จำไว้เสมอว่า “ห้ามใช้น้ำเดือดจัด 100°C ชงชาเขียวเด็ดขาด!” ความร้อนสูงจะไปทำลายสารดีๆ และดึงเอาความขม (สารแทนนิน) ออกมาจากใบชามากเกินไป
- อุณหภูมิที่เหมาะสม : อยู่ที่ประมาณ 80-85°C
- เทคนิคแบบไม่ต้องมีเครื่องวัด : ต้มน้ำให้เดือดปุด ๆ จากนั้นปิดไฟ แล้วพักน้ำทิ้งไว้ประมาณ 1-2 นาที อุณหภูมิจะลดลงมาอยู่ในระดับที่พอดีสำหรับการชงชาเขียวครับ
- ปริมาณใบชาต้องพอดี สัดส่วนของใบชากับน้ำก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าใส่ชาน้อยไปรสชาติก็จะอ่อนเหมือนดื่มน้ำเปล่า แต่ถ้าใส่เยอะไปก็จะเข้มขมได้
- สัดส่วนพื้นฐาน : ใบชา 14 กรัม ต่อน้ำประมาณ 180-200 มิลลิลิตร
- เคล็ดลับ : เริ่มจากสัดส่วนนี้ก่อน แล้วค่อย ๆ ปรับหาความเข้มที่ตัวเองชอบได้เลย
- เวลาคือทุกสิ่ง การแช่ใบชานานเกินไปก็เป็นอีกสาเหตุของรสขมและความฝาดเฝื่อน
- เวลาที่เหมาะสม : สำหรับการชงครั้งแรก ควรแช่ไว้แค่ 3-5 นาที เท่านั้น
- ถ้าชอบรสอ่อน ๆ 3 นาที
- ถ้าชอบรสเข้มขึ้น 5 นาที
- เคล็ดลับ : ชาเขียวคุณภาพดีสามารถชงซ้ำได้ 2-3 ครั้งเลยนะ โดยในการชงครั้งที่ 2 และ 3 ให้เพิ่มเวลาแช่ขึ้นอีกประมาณ 1 นาทีจากครั้งก่อนหน้า
- เวลาที่เหมาะสม : สำหรับการชงครั้งแรก ควรแช่ไว้แค่ 3-5 นาที เท่านั้น
- คุณภาพน้ำก็สำคัญ อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่คุณภาพน้ำส่งผลต่อรสชาติชาอย่างมาก
- น้ำที่แนะนำ : ควรใช้น้ำกรอง หรือน้ำดื่มบรรจุขวด เพราะน้ำประปาอาจมีกลิ่นคลอรีนหรือมีความกระด้างสูง ซึ่งจะไปรบกวนรสชาติและกลิ่นหอมอันละเอียดอ่อนของชาได้ระโยชน์สูงสุด สมกับที่เป็น “สุดยอดอาหารเสริมจากธรรมชาติ” อย่างแท้จริง
สูตรชงชาเขียว
เมื่อเรารู้วิธีชงชาเขียวให้อร่อยในแบบพื้นฐานกันไปแล้ว ก็ถึงเวลามาสนุกกับการสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ กันแล้ว ไม่ต้องไปถึงคาเฟ่ ก็สามารถทำเครื่องดื่มชาเขียวพรีเมียมอร่อย ๆ ได้ง่าย ๆ วันนี้มีมาฝากถึง 3 สูตร 3 สไตล์ยอดฮิตจาก Blue Mocha ที่รับรองว่าถูกใจทุกคนแน่นอน
สูตรที่ 1 ชาเขียวนม
เมนูสุดคลาสสิกที่ครองใจใครหลายๆ คน ด้วยรสชาติที่นุ่มนวล กลมกล่อมลงตัวระหว่างความเข้มของชา ความมันของนม และความหวานที่พอดี

ส่วนผสม
- ใบชาเขียวพรีเมียม 14 กรัม
- น้ำร้อน 175 มล.
- ครีมเทียม 1 ช้อนโต๊ะ
- นมข้นหวาน 40 มล.
- นมสด 60 มล.
- น้ำแข็ง
- ฟองนม หรือ วิปครีมสำหรับท็อปปิ้ง
**เคล็ดลับ : ความหวานสามารถปรับได้ตามชอบเลยนะ ใครไม่ชอบหวานมากอาจจะลดนมข้นหวานลง แล้วเพิ่มสัดส่วนนมสดเข้าไปแทนเพื่อให้ได้ความมันและความหอมของนมที่มากขึ้น
สูตรที่ 2 ชาเขียวน้ำผึ้งมะนาว
เมนูสุดสดชื่นที่เหมาะกับอากาศร้อน ๆ ของเมืองไทยที่สุด ได้ความหอมจากชาเขียว ความหวานอมเปรี้ยวจากน้ำผึ้งและมะนาว ดื่มแล้วชื่นใจ ดับกระหายได้ทันที

ส่วนผสม :
- ใบชาเขียว 14 กรัม
- น้ำร้อน 200 มล.
- น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำผึ้ง 10 มล.
- น้ำมะนาว 25 มล.
- น้ำแข็ง
- มะนาวฝานสำหรับตกแต่ง
**เคล็ดลับ : ใช้น้ำมะนาวที่คั้นสดใหม่จะให้กลิ่นหอมและรสชาติที่ดีที่สุด และถ้าชอบกลิ่นน้ำผึ้งชัด ๆ อาจจะลดน้ำตาลทรายลงแล้วเพิ่มปริมาณน้ำผึ้งแทนก็ได้รสชาติที่หอมอร่อยไปอีกแบบ
สูตรที่ 3 ชาเขียวปั่นโอรีโอ
เมนูเอาใจสายของหวานและคนรักโอรีโอ ด้วยความเข้มข้นของชาเขียวปั่นเนื้อเนียนละเอียด ผสมผสานกับความกรุบกรอบและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของคุกกี้โอรีโอ เป็นเมนูที่อร่อยลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ

ส่วนผสม
- ใบชาเขียว 14 กรัม
- น้ำร้อน 150 มล.
- ครีมเทียม 2 ช้อนโต๊ะ
- นมข้นหวาน 60 มล.
- นมสด 60 มล.
- คุกกี้โอรีโอ 3-4 ชิ้น
- น้ำแข็ง
**เคล็ดลับ : หัวใจของความอร่อยคือการใส่โอรีโอลงไปปั่นแค่ช่วงท้ายสุด จะทำให้เราได้เนื้อสัมผัส (Texture) ที่กรุบกรอบเวลาดื่ม ถ้าปั่นนานเกินไปโอรีโอจะละเอียดและกลายเป็นสีเทา ๆ ไม่น่าทาน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “ชาเขียว คือ“ (FAQ)
- ถาม : ชาเขียวทุกชนิดมีคาเฟอีนหรือไม่?
- ตอบ : มี แต่โดยทั่วไปน้อยกว่ากาแฟในปริมาณที่เท่ากัน ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่ไวต่อคาเฟอีนหรือต้องการดื่มในช่วงเย็น
- ถาม : ควรดื่มชาเขียววันละกี่แก้วเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด?
- ตอบ : โดยทั่วไป การดื่มวันละ 3-5 แก้วถือว่าปลอดภัยและให้ประโยชน์ต่อสุขภาพสำหรับคนส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ควรฟังเสียงร่างกายของตัวเอง หากรู้สึกนอนไม่หลับหรือใจสั่น ควรลดปริมาณลง
- ถาม : วิธีเก็บรักษาใบชาเขียวที่ถูกต้องคืออะไร?
- ตอบ : ควรเก็บในภาชนะทึบแสง ปิดฝาให้สนิท เพื่อป้องกันอากาศ ความชื้น แสง และกลิ่นไม่พึงประสงค์ การนำไปเก็บในตู้เย็น (ในภาชนะที่ปิดสนิทจริงๆ) สามารถช่วยรักษาความสดใหม่และกลิ่นหอมได้นานขึ้น โดยเฉพาะผงมัทฉะ
- ถาม : ดื่มชาเขียวตอนท้องว่างได้หรือไม่?
- ตอบ : ไม่แนะนำสำหรับทุกคน เนื่องจากในชาเขียวมีสารแทนนิน ซึ่งอาจกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้บางคนรู้สึกไม่สบายท้อง คลื่นไส้ หรือปวดท้องได้ ทางที่ดีควรดื่มหลังอาหารประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง หรือดื่มพร้อมกับของว่างเล็กน้อย
หลังจากที่เราได้เจาะลึกเรื่องราวและคุณค่าของชาเขียวไทยกันมาทั้งหมดแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงเริ่มมองเห็น “โอกาส” และอาจมีความฝันที่อยากจะสร้างแบรนด์ชาเป็นของตัวเองขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่เล็ก ๆ ที่อยากมีชาสูตรเฉพาะ หรือนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่อยากส่งออกชาไทยไปตลาดโลก แต่คำถามที่ตามมาคือ “แล้วจะเริ่มต้นยังไง?” ต้องมีโรงงานของตัวเองไหม? สูตรต้องคิดเองทั้งหมดหรือเปล่า? เรื่องเอกสารต่าง ๆ จะทำอย่างไร? นี่คือจุดที่ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของเราจะเข้ามาเป็น “พาร์ทเนอร์” ช่วยให้ความฝันของคุณเป็นจริงได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยบริการผลิตชาเขียวแบบครบวงจร ที่พร้อมดูแลคุณตั้งแต่ต้นจนจบ
โรงงานผลิตชา Bluemocha เชียงใหม่

ความเชี่ยวชาญด้านชาและกาแฟคือรากฐานของที่นี่ ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานถึง 18 ปีในวงการ ทำให้เข้าใจความต้องการของตลาดและปัญหาของผู้ประกอบการอย่างลึกซึ้ง การมีที่ตั้งโรงงานชาในเชียงใหม่ยังเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการผลิตได้อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การคัดเลือกยอดชาไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ที่นี่มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการเป็น “บริการครบวงจร (One Stop Service)” ที่ดูแลและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ตาม เริ่มต้นได้อย่างสบายใจด้วยบริการให้คำปรึกษาฟรี สามารถเข้ามาพูดคุยเรื่องการพัฒนาสูตรใบชาหรือการสร้างแบรนด์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และยังมีตัวอย่างชาให้ทดลองฟรี! เพื่อให้ได้ชิมและมั่นใจในรสชาติและคุณภาพก่อนตัดสินใจลงทุนจริง “ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ชานมไข่มุก, แฟรนไชส์ร้านกาแฟ, หรือโรงงานอุตสาหกรรม ก็สามารถเข้ามาปรึกษาและเริ่มต้นได้ในงบประมาณที่ควบคุมได้”
ทำไมต้องสร้างแบรนด์กับ Bluemocha?

- ความหลากหลายวัตถุดิบ : เรามี “ใบชา” และวัตถุดิบคุณภาพให้เลือกมากกว่า 50 ชนิด ทั้งจากแหล่งวัตถุดิบในไทยและ “ใบชานำเข้าจากต่างประเทศ” เพื่อให้คุณได้ชาในแบบที่ต้องการอย่างแท้จริง
- การปรับแต่งสูตร : บริการ “รับพัฒนาสูตรชา” และรสชาติชาให้ตรงตามความต้องการเฉพาะของคุณ หรือปรับปรุงสูตรให้เหมาะสมกับความนิยมในแต่ละประเทศปลายทาง
- การผลิตรองรับทุกขนาด : ด้วยกำลังการผลิตสูงและสต็อกวัตถุดิบปริมาณมาก เราพร้อม “รองรับความต้องการใบชาปริมาณสูง” เหมาะสำหรับแฟรนไชส์ที่ต้องการวัตถุดิบจำนวนมาก หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการ “ผงชาปริมาณเยอะ”
- มาตรฐานการผลิตระดับสากล : มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย ด้วยมาตรฐานรับรองโรงงานระดับสากลที่เราได้รับ ได้แก่ HACCP, GHPs, อย., USFDA และ เครื่องหมายรับรองฮาลาล (HALAL) แถมมีบริการยื่นขอรับรอง ฮาลาล (HALAL) (เมื่อสั่งใบชา 500kg ขึ้นไป) เราใส่ใจในทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้ชาคุณภาพที่ดีที่สุด
- บริการฟรี! ครบวงจร : เราอำนวยความสะดวกให้คุณสูงสุดด้วยบริการฟรีต่างๆ เช่นฟรี! ค่าออกแบบ Logo แบรนด์ และ ฉลากสำหรับติดถุงชา
- ฟรี! ค่าจดยื่นขอ อย. (เมื่อสั่งใบชา 100kg ขึ้นไป)
- ฟรี! ตัวอย่างชาสำหรับทดสอบ
- ฟรี! ยื่นขอใบ Certificate สำหรับลูกค้าที่ต้องการส่งออกไปต่างประเทศ
- ตัวเลือกบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลาย : บริการ “รับบรรจุชา” ในขนาดต่างๆ ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ขนาด 250 กรัม, 500 กรัม, 1 กิโลกรัม, 5 กิโลกรัม, 10 กิโลกรัม, 20 กิโลกรัม และอื่นๆ
- ขั้นต่ำในการผลิตที่ยืดหยุ่น : เราเริ่มต้นบริการ “รับผลิตชา OEM” ที่ขั้นต่ำ 51 kg. และ “รับผลิตชา ODM” ที่ 60 kg. ทำให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเข้าถึงบริการของเราได้
Bluemocha มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการเป็นพาร์ทเนอร์ “ส่งออกชาไปแล้วกว่า 18 ประเทศทั่วโลก” เราพร้อมให้บริการ “รับผลิตชา OEM&ODM” สำหรับการส่งออกโดยเฉพาะ อย่างเช่น “OEM Thai Tea” ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในตลาดต่างประเทศ เราสามารถ “พัฒนาสูตรชาให้เหมาะสมกับความนิยมของแต่ละประเทศปลายทาง” พร้อมบริการสร้างแบรนด์และให้คำปรึกษาทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิต การขอเอกสารรับรอง ไปจนถึงการจัดส่งที่สะดวกและรวดเร็วทั้งทางเรือและทางอากาศ

“Bluemocha เราคือ เพื่อนคู่คิด ผลิตใบชา ให้คำปรึกษาครบวงจร”
Bluemocha “โรงงานผลิตชาเชียงใหม่” คือคำตอบ “ครบวงจร” สำหรับทุกความต้องการในธุรกิจชาของเพื่อน ๆ เราพร้อมที่จะส่งมอบชาคุณภาพที่ดีที่สุด เรามีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม เราใส่ใจธรรมชาติและคำนึงถึงการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชนเกษตรกรผู้ปลูกชา ซึ่งถือเป็นต้นน้ำของผลิตภัณฑ์คุณภาพของเรา ความสำเร็จของเราจึงไม่ใช่แค่กำไร แต่คือการได้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกับเรา
ติดต่อ @bluemochacoffee วันนี้ เพื่อรับคำปรึกษาฟรี!

WRITTEN BY
Anchalee J.
ยุญา สาวน้อยผู้หลงใหลงานขายไม่แพ้กับงานเขียน โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับชา รวมถึงเทคนิคต่าง ๆ ดังนั้น ทุกเรื่องราวที่สื่อสารออกมา จะมอบประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านอย่างแน่นอน








