คำนวณต้นทุนและตั้งราคา 7 ขั้นตอนก่อนออกเมนูใหม่สำหรับร้านกาแฟ

คำนวณต้นทุนและตั้งราคา 7 ขั้นตอนก่อนออกเมนูใหม่ไม่ขาดทุน!

คำนวณต้นทุนและตั้งราคา เมนูใหม่ต้องเริ่มจากตรงไหน? ต้นทุน 20 บาทควรขายกี่บาท? แล้วถ้าตั้งราคาถูกเกินไป ถึงลูกค้าซื้อเยอะ ร้านจะมีกำไรจริงหรือเปล่า? คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องที่เจ้าของร้านกาแฟ ร้านชา และร้านเครื่องดื่มควรรู้ก่อนเพิ่มเมนูใหม่ เพราะเครื่องดื่มหนึ่งแก้วไม่ได้มีต้นทุนแค่ชา กาแฟ นม หรือน้ำเชื่อมเท่านั้น แต่ยังมีแก้ว ฝา หลอด น้ำแข็ง ของเสีย รวมถึงค่าใช้จ่ายของร้านอีกหลายอย่างที่ต้องนำมาคิดด้วยนั่นเอง

Advertisements

การ คำนวณต้นทุนและตั้งราคา ที่ดีจึงไม่ใช่แค่เอาต้นทุนมาคูณ 2 หรือคูณ 3 แล้วจบ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่กำหนดสูตรให้ชัด คำนวณวัตถุดิบที่ใช้จริง รวมค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ ที่มักถูกลืม แล้วค่อยดูว่าราคาขายที่ได้เหมาะกับลูกค้าและรูปแบบร้านหรือไม่ โดยเฉพาะเมนูใหม่ที่ใช้ชาเกรดคุณภาพดี มีกลิ่นหอม รสชาติเข้มข้น สีสวย หรือมีท็อปปิ้งเพิ่มขึ้น หากคิดต้นทุนครบตั้งแต่แรก ก็จะช่วยให้ร้านทำเมนูอร่อย ๆ ได้โดยไม่ต้องมานั่งสงสัยทีหลังว่า “ขายดีขนาดนี้ ทำไมเงินไม่เหลือ?” กันเลย

ถ้าอยากจำแบบง่าย ๆ ก่อนออกเมนูใหม่ ให้ดู 4 เรื่องนี้เป็นหลัก

  1. หนึ่งแก้วใช้วัตถุดิบกี่บาท : รวมชา กาแฟ นม น้ำเชื่อม ผลไม้ ท็อปปิ้ง และส่วนผสมทุกอย่างที่ใส่จริง
  2. ขายหนึ่งแก้วมีค่าอะไรเพิ่มอีก : เช่น แก้ว ฝา หลอด ถุง น้ำแข็ง รวมถึงวัตถุดิบที่เสียระหว่างเตรียม
  3. ตั้งราคาขายแล้วเหลือเงินกี่บาทต่อแก้ว : เงินที่เหลือส่วนนี้ยังต้องนำไปจ่ายค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่นของร้าน
  4. ราคาที่ตั้ง ลูกค้ายอมจ่ายหรือไม่? : เพราะต่อให้คำนวณแล้วควรขาย 90 บาท แต่ร้านรอบ ๆ ขายเครื่องดื่มใกล้เคียงกันประมาณ 45-60 บาท ก็ต้องกลับมาดูว่าสูตร ขนาดแก้ว หรือจุดเด่นของเมนูเหมาะกับราคานั้นหรือไม่?

ดังนั้น ราคาที่ดีไม่ใช่ราคาที่ “แพงที่สุด” หรือ “ถูกที่สุด” แต่คือราคาที่ลูกค้ารู้สึกคุ้ม และร้านยังเหลือเงินพอที่จะดำเนินธุรกิจต่อได้อย่างแน่นอน

การออกเมนูใหม่ไม่ได้มีแค่การคิดสูตรให้อร่อย หอม เข้มข้น หรือทำสีเครื่องดื่มให้สวยเท่านั้น แต่ต้องรู้ด้วยว่า หนึ่งแก้วมีต้นทุนจริงเท่าไร และควรตั้งราคาขายเท่าไรถึงจะเหลือเงินให้ร้าน เพราะบางเมนูดูเหมือนต้นทุนไม่สูง แต่พอรวมแก้ว ฝา หลอด ของเสีย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้ว อาจเหลือกำไรน้อยกว่าที่คิดได้เลยทีเดียว สำหรับคนที่ไม่เคยคำนวณต้นทุนมาก่อน ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องใช้สูตรบัญชียาก ๆ เพราะการ คำนวณต้นทุนและตั้งราคา สามารถทำตามทีละขั้นได้ง่าย ๆ เริ่มจากกำหนดสูตรให้แน่นอน หาต้นทุนวัตถุดิบต่อแก้ว รวมค่าใช้จ่ายที่มักถูกมองข้าม แล้วค่อยนำตัวเลขไปหาราคาขายที่เหมาะกับร้านและลูกค้า

7 ขั้นตอนคำนวณต้นทุนและตั้งราคาเครื่องดื่มก่อนออกเมนูใหม่ร้านกาแฟ

ต่อไปนี้คือ 7 ขั้นตอนก่อนออกเมนูใหม่ร้านกาแฟ ที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งเมนูกาแฟ ชาไทย ชาเขียว โกโก้ หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ เพื่อช่วยให้เมนูใหม่ทั้งอร่อย คุณภาพดี ชงง่าย และมีโอกาสสร้างกำไรให้ร้านได้อย่างเหมาะสมนั่นเอง

ก่อนจะเปิดเครื่องคิดเลข สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ล็อกสูตรให้เรียบร้อยก่อน เพราะถ้าวันนี้ใช้ชา 10 กรัม พรุ่งนี้เปลี่ยนเป็น 15 กรัม หรือพนักงานแต่ละคนเทนมไม่เท่ากัน ตัวเลขต้นทุนที่คำนวณออกมาก็แทบไม่มีประโยชน์เลยทีเดียว

ตัวอย่าง สมมติร้านต้องการเพิ่มเมนูชาไทยนมสด 16 ออนซ์ สูตรอาจกำหนดไว้ว่า

  • ใบชาไทย 14 กรัม
  • น้ำร้อน 175 มิลลิลิตร
  • น้ำชาที่ใช้จริง 120 มิลลิลิตร
  • นมข้นหวาน 30 มิลลิลิตร
  • นมสด 60 มิลลิลิตร
  • ครีมเทียม 10 กรัม
  • น้ำแข็ง 1 แก้ว (แก้ว 16 ออนซ์)

เมื่อสูตรชัดแล้ว เราจึงสามารถรู้ได้ว่าชาไทยหอม ๆ รสเข้มข้นและกลมกล่อมหนึ่งแก้วต้องใช้วัตถุดิบจริงเท่าไร และค่อยนำไปคำนวณต้นทุนต่อได้ง่าย ๆ

อย่ากะวัตถุดิบด้วยสายตาถ้าเป็นเมนูที่จะขายจริง โดยเฉพาะชา นม น้ำเชื่อม และท็อปปิ้ง ควรใช้ช้อนตวง เครื่องชั่ง หรือถ้วยตวงให้เหมือนกันทุกแก้ว นอกจากช่วยคุมต้นทุนแล้ว ยังช่วยให้ลูกค้าได้เครื่องดื่มที่หอม อร่อย และรสชาติใกล้เคียงกันทุกครั้งด้วยนั่นเอง

เมื่อได้สูตรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเปลี่ยนราคาวัตถุดิบจาก “ราคาต่อถุง” หรือ “ราคาต่อขวด” ให้กลายเป็น ราคาต่อกรัมหรือราคาต่อมิลลิลิตร

สูตรง่าย ๆ คือ ต้นทุนต่อกรัม = ราคาที่ซื้อ ÷ ปริมาณทั้งหมด

ตัวอย่าง ซื้อใบชาไทยขนาด 1 กิโลกรัม หรือ 1,000 กรัม ราคา 250 บาท

  • 250 ÷ 1,000 = 0.25 บาทต่อกรัม
  • ถ้าใช้ใบชา 14 กรัมต่อแก้ว
  • 0.25 × 14 = 3.50 บาท
  • แปลว่าเฉพาะใบชา มีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 3.50 บาทต่อแก้ว
  • ใช้หลักเดียวกันกับนม น้ำเชื่อม ครีมเทียม โกโก้ หรือส่วนผสมอื่น ๆ ได้เลย

ตัวอย่าง นมสด 2,000 มิลลิลิตร ราคา 100 บาท

  • 100 ÷ 2,000 = 0.05 บาทต่อมิลลิลิตร
  • ถ้าใช้ 60 มิลลิลิตร
  • 0.05 × 60 = 3 บาท

หากอยากลองคำนวณจากใบชาจริง สามารถดูวิธีเลือก ใบชาขายส่งสำหรับร้านกาแฟ พร้อมวิธีคำนวณต้นทุนใบชาต่อแก้ว เพื่อเปรียบเทียบว่าชาแต่ละราคาคุ้มกับสูตรของร้านจริงหรือไม่

ตัวอย่าง ตารางคำนวณง่าย ๆ

วัตถุดิบปริมาณที่ใช้ต้นทุนต่อแก้ว
ใบชาไทย14 กรัม3.50 บาท
นมสด60 มิลลิลิตร3.00 บาท
นมข้นหวาน30 มิลลิลิตร3.50 บาท
ครีมเทียม10 กรัม1.00 บาท
น้ำและน้ำแข็ง0.80 บาท
รวมวัตถุดิบ11.80 บาท

ใครที่ยังไม่มีสูตรสำหรับนำมาทดลอง สามารถดู 10 สูตรชาไทย 22 ออนซ์ พร้อมต้นทุน แล้วนำราคาวัตถุดิบที่ร้านซื้อจริงมาแทนตัวเลขตัวอย่างได้ จะเห็นภาพการคิดต้นทุนง่ายขึ้นมาก ๆ

จุดที่เจ้าของร้านเปิดใหม่พลาดกันบ่อยคือ พอรวมชา นม และน้ำเชื่อมเสร็จแล้วก็คิดว่านั่นคือต้นทุนทั้งหมด แต่ลูกค้าไม่ได้ถือแค่น้ำชาออกจากร้าน ลูกค้ายังถือ แก้ว ฝา หลอด และถุง ออกไปด้วย

ตัวอย่าง ต้นทุนวัตถุดิบอยู่ที่ 11.80 บาท แล้วมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมดังนี้

รายการต้นทุน
วัตถุดิบเครื่องดื่ม11.80 บาท
แก้ว2.00 บาท
ฝา0.70 บาท
หลอด0.30 บาท
ถุงหิ้ว0.50 บาท
รวม15.30 บาท

จากต้นทุนที่ตอนแรกมองเห็นเพียง 11.80 บาท พอรวมบรรจุภัณฑ์แล้วกลายเป็น 15.30 บาททันที ต่างกันถึง 3.50 บาทต่อแก้วเลยทีเดียว ถ้าขายวันละ 100 แก้ว เงิน 3.50 บาทที่ลืมคิดจะกลายเป็น 350 บาทต่อวัน หรือมากกว่า 10,000 บาทต่อเดือนหากขายทุกวัน ดังนั้นค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ ไม่ควรถูกมองข้ามกันเลย!

ควรคิดด้วย เพราะในร้านจริงย่อมมีของเสียเกิดขึ้น เช่น ชาที่ชงเหลือก้นเหยือก นมที่เปิดแล้วใช้ไม่หมด ผลไม้เสีย หรือเครื่องดื่มที่ชงผิดสูตร ร้านอาจเผื่อค่าเสียหายไว้เบื้องต้น เช่น 3-5% ของต้นทุนวัตถุดิบ แล้วค่อยปรับตามข้อมูลจริงภายหลัง

ตัวอย่าง ต้นทุน 15.30 บาท และเผื่อของเสียประมาณ 5%

  • ต้นทุนวัตถุดิบ 11.80 × 5% = 0.59 บาท
  • ต้นทุนรวมจึงเป็น 15.30 + 0.59 = 15.89 บาทต่อแก้ว

ถ้าเพิ่งเปิดร้านและยังไม่มีข้อมูลของเสียจริง ไม่จำเป็นต้องหาตัวเลขให้เป๊ะตั้งแต่วันแรก ลองกำหนดค่าเผื่อไว้ก่อน แล้วจดดูจริงประมาณ 1 เดือนว่าร้านเสียชา นม ผลไม้ หรือท็อปปิ้งไปมากแค่ไหน จากนั้นค่อยปรับตัวเลขใหม่ แบบนี้จะได้ต้นทุนที่ใกล้กับร้านของเรามากที่สุดนั่นเอง

อีกเรื่องที่ควรเข้าใจง่าย ๆ คือ ร้านมีค่าใช้จ่ายอยู่ 2 แบบ

ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มตามจำนวนแก้ว (ต้นทุนผันแปร)

เช่น

  • ชา
  • กาแฟ
  • นม
  • น้ำเชื่อม
  • ท็อปปิ้ง
  • แก้ว
  • ฝา
  • หลอด
  • ถุง

ถ้าวันนี้ขาย 10 แก้ว ก็ใช้ของประมาณหนึ่ง แต่ถ้าขาย 100 แก้ว ค่าใช้จ่ายกลุ่มนี้ก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนแก้ว

ค่าใช้จ่ายที่ร้านต้องจ่ายเป็นประจำ (ต้นทุนคงที่)

เช่น

  • ค่าเช่า
  • เงินเดือนพนักงาน
  • ค่าอินเทอร์เน็ต
  • ค่าโปรแกรมหน้าร้าน
  • ค่าอุปกรณ์
  • ค่าทำความสะอาด
  • ค่าโฆษณา
  • ค่าไฟบางส่วน

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้หลายรายการไม่ได้เพิ่มขึ้นทันทีเพราะขายชาเพิ่มอีกหนึ่งแก้ว แต่ร้านก็ยังต้องหาเงินมาจ่ายทุกเดือนอยู่ดี

เพราะฉะนั้น หากขายเครื่องดื่ม 60 บาทและมีต้นทุนต่อแก้ว 20 บาท อย่าเพิ่งบอกว่า “กำไร 40 บาท” เพราะเงิน 40 บาทที่เหลือยังต้องถูกนำไปช่วยจ่ายค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก่อน ถ้าอยากรู้ต่อว่าร้านต้องขายวันละกี่แก้ว หรือขายเดือนละเท่าไรถึงจะครอบคลุมค่าเช่า ค่าแรง และค่าใช้จ่ายประจำทั้งหมด สามารถดูวิธี คำนวณจุดคุ้มทุนของร้าน เพิ่มเติมได้ เพราะการ “ขายได้” ยังไม่เท่ากับ “คุ้มทุน” และการคุ้มทุนก็ยังไม่ใช่กำไรสุทธิของร้านนั่นเอง

Advertisements

ตัวอย่าง หลังรวมทุกอย่างแล้ว เมนูใหม่มีต้นทุนประมาณ 18 บาทต่อแก้ว

  • ถ้าร้านตั้งขาย 40 บาท
  • 18 ÷ 40 × 100 = 45%
  • แปลว่าในเงินขาย 40 บาท มีต้นทุนต่อแก้วกินไปแล้วประมาณ 45%
  • แต่ถ้าขาย 60 บาท
  • 18 ÷ 60 × 100 = 30%
  • และถ้าขาย 72 บาท
  • 18 ÷ 72 × 100 = 25%
ราคาขายต้นทุน 18 บาทคิดเป็น
40 บาท45%
50 บาท36%
60 บาท30%
72 บาท25%

จะเห็นว่าต้นทุนแก้วเดียวกัน ถ้าตั้งราคาต่างกัน เงินที่เหลือให้ร้านก็ไม่เท่ากัน ร้านจึงควรกำหนดว่า อยากให้ต้นทุนต่อแก้วกินสัดส่วนราคาขายประมาณเท่าไร แล้วค่อยนำราคาที่คำนวณได้ไปเทียบกับตลาด

ตัวอย่าง หากต้องการให้ต้นทุนอยู่ประมาณ 30%

  • ราคาขาย = ต้นทุนต่อแก้ว ÷ 0.30
  • ถ้าต้นทุน 18 บาท
  • 18 ÷ 0.30 = 60 บาท
  • ดังนั้นราคา 60 บาทคือหนึ่งในราคาที่สามารถนำไปพิจารณาต่อได้

แต่ไม่ได้แปลว่าทุกเมนูต้นทุน 18 บาทจะต้องขาย 60 บาทเสมอ เพราะยังต้องดูว่าร้านอยู่ที่ไหน ลูกค้าคือใคร ขนาดแก้วเท่าไร และเมนูมีจุดเด่นมากน้อยแค่ไหนด้วย และตัวเลข 30% ในตัวอย่างนี้ใช้เพื่อสาธิตวิธีคิดเท่านั้น ร้านแต่ละแห่งควรกำหนดสัดส่วนต้นทุนจากค่าใช้จ่ายและราคาตลาดของตัวเอง

อย่าตั้งราคาเพราะเห็นร้านข้าง ๆ ขายเท่านั้น เพราะเราไม่รู้ว่าร้านเขาซื้อวัตถุดิบราคาเท่าไร จ่ายค่าเช่าเท่าไร หรือใช้ชาแบบเดียวกับเราหรือไม่ ให้ดูราคาคู่แข่งเป็นข้อมูลประกอบ แล้วกลับมาดูต้นทุนของร้านตัวเองเป็นหลัก จะปลอดภัยกว่านั่นเอง

หลายคนเห็นคำว่า “บวกกำไร 100%” หรือ “เหลือ 50%” แล้วเริ่มงง เพราะสองเรื่องนี้ใช้ฐานในการคำนวณคนละแบบ

ตัวอย่าง

  • ต้นทุน 20 บาท ขาย 50 บาท
  • ส่วนต่างคือ 50 – 20 = 30 บาท

ถ้าคิดว่า “บวกจากต้นทุนเท่าไร?”

  • เราเอา 30 บาทไปเทียบกับต้นทุน 20 บาท
  • 30 ÷ 20 × 100 = 150%

แปลว่า ราคาขายถูกบวกจากต้นทุนขึ้นมา 150%

ถ้าคิดว่า “ส่วนต่างจากราคาขายเท่าไร?”

  • เราเอา 30 บาทไปเทียบกับราคาขาย 50 บาท
  • 30 ÷ 50 × 100 = 60%

ดังนั้นเมนูเดียวกันสามารถบอกได้ว่า บวกจากต้นทุน 150% และมีส่วนต่างจากราคาขาย 60%

ไม่ใช่ตัวเลขผิด แต่เป็นคนละวิธีคิด และที่สำคัญ 60% นี้ยังไม่ใช่กำไรสุทธิของร้าน เพราะค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่นยังไม่ได้ถูกหักออก

หลังคำนวณเสร็จ อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเลขจะใช้ได้ตลอดไป เพราะการขายจริงอาจมีเรื่องที่เราไม่เห็นตอนทดลองสูตร

ตัวอย่าง เช่น พนักงานอาจใช้ท็อปปิ้งมากกว่าที่กำหนด น้ำเชื่อมเทเกิน ชาชงแล้วเหลือ หรือ Packaging บางอย่างมีต้นทุนเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คำนวณไว้ได้ หลังออกเมนูใหม่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ ลองกลับมาตรวจอีกครั้งว่า

  • ขายได้วันละกี่แก้ว
  • ต้นทุนจริงต่อแก้วเท่าไร
  • มีของเสียมากหรือไม่
  • ลูกค้ารู้สึกว่าราคาแพงหรือไม่
  • พนักงานใช้เวลาชงนานแค่ไหน
  • เมนูทำกำไรได้มากกว่าเมนูเดิมหรือไม่

บางครั้งเมนูต้นทุนต่ำมากแต่ขายไม่ออก อาจสร้างเงินให้ร้านน้อยกว่าเมนูที่ต้นทุนสูงกว่าเล็กน้อยแต่ขายได้หลายแก้วก็ได้ ดังนั้น ยอดขายกับกำไรต้องดูคู่กัน ไม่ควรดูเพียงว่าเมนูไหนขายดีที่สุดอย่างเดียว

ถ้าร้านมีหลายเมนู ลองแบ่งง่าย ๆ เป็น 4 กลุ่ม

  • ขายดี + เหลือเงินดี ควรดันต่อ ทำโปรโมชั่น หรือวางไว้ในตำแหน่งเด่นบนเมนู
  • ขายดี + เหลือเงินน้อย ควรกลับมาดูสูตร ต้นทุน หรือราคาขาย
  • ขายน้อย + เหลือเงินดี อาจต้องปรับชื่อ รูปภาพ หรือการนำเสนอให้ลูกค้าสนใจขึ้น
  • ขายน้อย + เหลือเงินน้อย ควรพิจารณาปรับสูตรหรือถอดออกจากเมนู

วิธีนี้ช่วยให้ร้านไม่ต้องเก็บทุกเมนูไว้เพียงเพราะ “เคยคิดสูตรมาแล้ว” และช่วยลดวัตถุดิบค้างสต๊อกได้อีกด้วย

ตัวอย่าง เรากำลังทำเมนู “ชาไทยนมสดครีมชีส” ต้นทุนต่อแก้วเป็นดังนี้

รายการต้นทุน
ใบชาไทย3.50 บาท
นมสด3.00 บาท
นมข้นหวาน3.50 บาท
ครีมเทียม1.00 บาท
ครีมชีส4.00 บาท
น้ำ/น้ำแข็ง0.80 บาท
แก้ว+ฝา+หลอด3.00 บาท
ถุง0.50 บาท
รวม19.30 บาท
  • เผื่อของเสียประมาณ 5% 19.30 × 5% = 0.97 บาท
  • ต้นทุนประมาณ 19.30 + 0.97 = 20.27 บาท
  • ถ้าร้านต้องการให้ต้นทุนคิดเป็นประมาณ 30% ของราคาขาย 20.27 ÷ 0.30 = 67.57 บาท

ร้านอาจนำราคา 69 บาท ไปพิจารณา แต่ก่อนตัดสินใจขายจริง ควรดูต่อว่า

  • ร้านปัจจุบันขายเมนูหลักราคาเท่าไร
  • ลูกค้ามีกำลังซื้อประมาณไหน
  • ครีมชีสช่วยเพิ่มความพิเศษให้เมนูได้จริงหรือไม่
  • แก้วมีขนาดเท่าไร
  • ร้านรอบ ๆ ขายเมนูใกล้เคียงราคาเท่าไร

ถ้าคุณภาพวัตถุดิบดี ชาหอม เข้มข้น ครีมชีสกลมกล่อม หน้าตาสีสวย และปริมาณเหมาะสม ราคา 69 บาทก็อาจเป็นราคาที่ลูกค้ารู้สึกคุ้มได้ แต่ถ้ากลุ่มลูกค้าหลักของร้านนิยมเครื่องดื่ม 35-45 บาท ก็อาจต้องย้อนกลับมาปรับสูตรหรือออกแบบเมนูใหม่ให้เหมาะกับตลาดมากกว่าฝืนขายราคาแพงนั่นเอง

ควรคำนวณแยก เพราะการขายหน้าร้านกับเดลิเวอรีอาจมีค่าใช้จ่ายต่างกัน

คำนวณต้นทุนและตั้งราคา ขายผ่านเดลิเวอรีต้องคำนวณต้นทุนใหม่ รวมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์

ตัวอย่างเช่น

  • เมนูหน้าร้านขาย 60 บาท
  • ต้นทุนสินค้า 18 บาท
  • หน้าร้านเหลือ 60 – 18 = 42 บาท
  • แต่ถ้าขายผ่านช่องทางที่มีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นรวมสมมติ 30% ของยอดขาย 60 × 30% = 18 บาท
  • ร้านได้รับหลังหักส่วนนี้ประมาณ 60 – 18 = 42 บาท
  • จากนั้นยังต้องหักต้นทุนเครื่องดื่มอีก 18 บาท 42 – 18 = 24 บาท

จากเมนูราคาเดียวกัน ร้านเหลือ 42 บาทเมื่อขายหน้าร้าน แต่เหลือเพียง 24 บาทจากตัวอย่างการขายอีกช่องทางหนึ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางร้านจึงมีราคาเดลิเวอรีต่างจากหน้าร้าน หรือเลือกทำชุดโปรโมชั่นต่างกัน อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมจริงของแต่ละร้านและแต่ละแพลตฟอร์มอาจไม่เท่ากัน ควรใช้ตัวเลขจากสัญญาหรือข้อมูลจริงของร้านมาคำนวณเสมอ

ไม่ใช่ นี่เป็นความเข้าใจผิดที่เจอกันบ่อยมาก เช่น ขายเครื่องดื่ม 100 บาท และมีต้นทุนต่อแก้ว 30 บาท เงินที่เหลือคือ 70 บาท แต่ 70 บาทยังต้องนำไปช่วยจ่าย

  • ค่าเช่าร้าน
  • ค่าแรงพนักงาน
  • ค่าไฟ
  • ค่าน้ำ
  • ค่าอินเทอร์เน็ต
  • ค่าโฆษณา
  • ค่าซ่อมอุปกรณ์
  • ค่าโปรแกรมหน้าร้าน
  • ภาษี
  • ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

เมื่อจ่ายทั้งหมดแล้ว เงินที่เหลือจริงจึงจะใกล้กับ “กำไรของร้าน” ดังนั้นอย่าเห็นว่าต้นทุนเพียง 30% แล้วคิดว่าร้านกำไร 70% ทุกแก้ว เพราะจะทำให้วางแผนธุรกิจผิดได้ง่ายมาก ๆ

หลายคนเคยได้ยินว่า “ต้นทุนเท่าไร คูณ 3 ไปเลย” เช่น ต้นทุน 20 บาท ก็ขาย 60 บาท วิธีนี้ใช้เป็นตัวเลขคร่าว ๆ ได้ เพราะในตัวอย่างนี้ต้นทุนจะอยู่ประมาณ 33% ของราคาขาย แต่ไม่ควรใช้เป็นกฎกับทุกเมนู

ตัวอย่าง เมนูหนึ่งต้นทุน 10 บาท

  • 10 × 3 = 30 บาท แต่ถ้าร้านอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าเช่าสูง มีพนักงานหลายคน หรือใช้บรรจุภัณฑ์พรีเมียม ราคา 30 บาทอาจไม่เพียงพอก็ได้
  • ในทางกลับกัน เมนูหนึ่งต้นทุน 35 บาท 35 × 3 = 105 บาท ถ้ากลุ่มลูกค้าหลักของร้านไม่ซื้อเครื่องดื่มราคาเกิน 70 บาท การตั้ง 105 บาทตามสูตรก็อาจทำให้ขายไม่ได้

เพราะฉะนั้น ใช้สูตรคูณเพื่อดูราคาเบื้องต้นได้ แต่สุดท้ายต้องกลับมาดู ต้นทุนร้านจริง + ลูกค้า + ตลาด ควบคู่กันเสมอ

เรื่องนี้ไม่มีคำตอบเดียว เพราะขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ของร้าน

  • ร้านทั่วไปอาจใช้ 45 / 55 / 65 บาท เพราะจำง่ายและทอนเงินง่าย
  • ร้านที่ต้องการให้ราคาดูเข้าถึงง่ายอาจใช้ 49 / 59 / 69 บาท
  • คาเฟ่พรีเมียมอาจเลือก 70 / 80 / 90 บาท เพื่อให้ภาพรวมของราคาเรียบง่าย

สิ่งสำคัญกว่าตัวเลขลงท้ายคือ ก่อนเลือกราคา 59 หรือ 60 บาท ต้องมั่นใจก่อนว่าทั้งสองราคายังเหลือเงินเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายของร้านนั่นเอง

Bluemocha มีวัตถุดิบสำหรับร้านเครื่องดื่มหลายกลุ่ม ทั้งชาไทย ชาเขียว ชาไต้หวัน ชาใส มัทฉะ โกโก้ และกาแฟ เจ้าของร้านจึงสามารถเลือกวัตถุดิบตามสไตล์เมนูและช่วงราคาที่ต้องการได้ หากกำลังทดลองเมนูใหม่ ลองเริ่มจากวัตถุดิบไม่กี่ตัวที่สามารถนำไปใช้ร่วมกันได้หลายเมนู เช่น ชาไทยหนึ่งชนิดสามารถต่อยอดเป็นชาไทยนมสด ชาไทยครีมชีส หรือชาไทยปั่น วิธีนี้ช่วยให้ร้านมีเมนูหลากหลาย แต่ไม่ต้องเปิดวัตถุดิบใหม่เยอะจนของค้างสต๊อกกันเลย!

7 ขั้นตอน คำนวณต้นทุนและตั้งราคา จำง่ายก่อนเปิดขายเมนูเครื่องดื่ม

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากได้สูตรสั้น ๆ สามารถใช้เช็กลิสต์นี้ก่อนเพิ่มเมนูใหม่ทุกครั้ง

  • ขั้นตอนที่ 1 ล็อกสูตร : กำหนดให้ชัดว่าใช้ชา กาแฟ นม น้ำเชื่อม และท็อปปิ้งเท่าไร
  • ขั้นตอนที่ 2 หาต้นทุนวัตถุดิบต่อหน่วย : นำราคาซื้อมาหารด้วยจำนวนกรัมหรือมิลลิลิตรทั้งหมด
  • ขั้นตอนที่ 3 รวมต้นทุนต่อแก้ว : รวมวัตถุดิบทุกตัว น้ำ น้ำแข็ง แก้ว ฝา หลอด และถุงให้ครบ
  • ขั้นตอนที่ 4 เผื่อของเสีย : ดูของเสียจริงของร้าน หรือกำหนดค่าเผื่อเบื้องต้นไว้ก่อน
  • ขั้นตอนที่ 5 ทดลองราคาหลายระดับ : อย่าคิดราคาเดียว ลองเทียบ เช่น 55 / 59 / 65 บาท แล้วดูว่าต้นทุนคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์
  • ขั้นตอนที่ 6 เทียบกับลูกค้าและตลาด : ดูว่าร้านอยู่ที่ไหน ลูกค้าเป็นใคร คู่แข่งขายช่วงราคาเท่าไร และเมนูของเรามีอะไรพิเศษกว่า
  • ขั้นตอนที่ 7 ติดตามผลหลังขาย : กลับมาดูยอดขาย ต้นทุนจริง ของเสีย และเงินที่เหลือต่อแก้ว แล้วปรับสูตรหรือราคาเมื่อจำเป็น

เพียงเท่านี้ การออกเมนูใหม่ก็ไม่ได้อาศัยแค่ความรู้สึกอีกต่อไป แต่มีตัวเลขช่วยตัดสินใจ ทำให้ร้านสามารถพัฒนาเครื่องดื่มที่ทั้งหอม เข้มข้น กลมกล่อม สีสวย อร่อย และสร้างรายได้ให้ธุรกิจได้พร้อม ๆ กัน

การออกเมนูใหม่ไม่ควรคิดแค่ว่า ชาแบบไหนหอม กาแฟแบบไหนเข้มข้น หรือเมนูไหนถ่ายรูปแล้วสีสวย แม้รสชาติอร่อยและคุณภาพดีจะสำคัญมาก แต่สำหรับร้านค้า อีกครึ่งหนึ่งของเรื่องคือเมนูนั้นต้องสร้างเงินให้ร้านได้ด้วย

ก่อนขายจึงควรกำหนดสูตรให้ชัด คำนวณวัตถุดิบทุกตัว รวมแก้ว ฝา หลอด ของเสีย และดูว่าตั้งราคาแล้วเหลือเงินเท่าไร จากนั้นจึงนำราคาไปเทียบกับลูกค้าและตลาด วิธีนี้ช่วยให้การ คำนวณต้นทุนและตั้งราคา ไม่ใช่เรื่องยาก แม้คนที่ไม่เคยเรียนบัญชีก็สามารถทำตามได้ง่าย ๆ

1. ต้นทุนเครื่องดื่มต้องรวมอะไรบ้าง?

ตอบ : ควรรวมวัตถุดิบทุกชนิดที่ใช้จริง เช่น ชา กาแฟ นม น้ำเชื่อม ท็อปปิ้ง น้ำแข็ง รวมถึงแก้ว ฝา หลอด ถุง และค่าเผื่อของเสีย เพื่อให้เห็นต้นทุนใกล้เคียงกับการขายจริงมากที่สุด

2. ต้นทุน 20 บาทควรขายเท่าไร?

ตอบ : ไม่มีราคาตายตัว หากต้องการให้ต้นทุนอยู่ประมาณ 30% ราคาตามสูตรจะอยู่ที่ประมาณ 66.67 บาท แต่ควรนำไปเทียบกับลูกค้า ทำเล ขนาดแก้ว และราคาตลาดก่อนตัดสินใจตั้งราคาจริง

3. ต้นทุนควรอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย?

ตอบ : ไม่มีเปอร์เซ็นต์เดียวที่เหมาะกับทุกร้าน เพราะค่าเช่า ค่าแรง และรูปแบบร้านต่างกัน ร้านควรกำหนดสัดส่วนต้นทุนที่เหมาะกับธุรกิจตัวเอง และติดตามผลจากการขายจริง

4. ราคาขายลบต้นทุนคือกำไรหรือไม่?

ตอบ : ยังไม่ใช่กำไรสุทธิ เพราะเงินที่เหลือยังต้องนำไปช่วยจ่ายค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ ค่าโฆษณา และค่าใช้จ่ายอื่นของร้านก่อน

5. สูตรต้นทุนคูณ 3 ใช้ได้ไหม?

ตอบ : ใช้ประเมินราคาเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรใช้กับทุกเมนู เพราะต้นทุนและลูกค้าของแต่ละร้านไม่เหมือนกัน ควรคำนวณต้นทุนจริงและดูราคาที่ตลาดยอมรับร่วมด้วย

6. ต้องรวมค่าเช่าในต้นทุนต่อแก้วหรือไม่?

ตอบ : ค่าเช่าควรถูกนำมาพิจารณาในการดูภาพรวมของร้าน แต่ไม่จำเป็นต้องบวกลงในสูตรเครื่องดื่มทุกแก้วแบบตายตัว ร้านสามารถดูว่าเงินที่เหลือจากการขายทั้งหมดในแต่ละเดือนเพียงพอจ่ายค่าเช่า ค่าแรง และค่าใช้จ่ายประจำหรือไม่

7. ขายเดลิเวอรีต้องตั้งราคาใหม่ไหม?

ตอบ : ควรคำนวณแยกก่อน เพราะช่องทางเดลิเวอรีอาจมีค่าธรรมเนียม โปรโมชั่น และบรรจุภัณฑ์เพิ่มเติม หากคำนวณแล้วเงินที่เหลือน้อยเกินไป ร้านจึงค่อยพิจารณาว่าควรปรับราคา ทำชุดเมนู หรือออกโปรโมชั่นแบบใด

สินค้าใหม่ Bluemocha ชาเขียว ชาซีลอน ชาไทย มัทฉะ และชาอู่หลงสำหรับร้านเครื่องดื่ม

ถ้ากำลังทดลองเมนูใหม่ สามารถเข้าไปเลือกดู วัตถุดิบชาและเครื่องดื่มจาก Bluemocha เพื่อเปรียบเทียบชาไทย ชาเขียว ชาไต้หวัน มัทฉะ โกโก้ และวัตถุดิบอื่น ๆ แล้วนำราคาซื้อจริงมาลองคำนวณต้นทุนต่อแก้วของร้านได้ ส่วนผู้ประกอบการที่ต้องการสูตรชาเฉพาะสำหรับร้านหลายสาขา แฟรนไชส์ หรืออยากสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง สามารถดูรายละเอียดบริการ รับผลิตชา OEM และ ODM เพื่อพูดคุยเรื่องวัตถุดิบ การพัฒนาสูตร และการผลิตได้เช่นกัน

ชานกฮูกพร้อมช่วยแนะนำตั้งแต่การเลือกชาให้เหมาะกับเมนู ไปจนถึงการเลือกวัตถุดิบที่ชงง่าย รสชาตินิ่ง และเหมาะกับต้นทุนที่ร้านต้องการ หากยังไม่แน่ใจว่าจะใช้ชาแบบไหนดี หรือต้องการพัฒนาสูตรสำหรับร้านและแบรนด์ของตัวเอง สามารถติดต่อ LINE : @bluemochacoffee เพื่อขอคำแนะนำได้เลย!

Similar Posts